BREAKING

นที่: 18 ธันวาคม 2568
รายการ: คาราบาว คัพ (รอบก่อนรองชนะเลิศ)
ที่มา: Reuters / Sky Sports / English Football League

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เดินหน้าสู่รอบรองชนะเลิศศึกคาราบาว คัพ ได้ตามเป้าหมาย หลังเปิดบ้านเอาชนะเบรนท์ฟอร์ด 2-0 จากประตูของ รายาน แชร์กี และ ซาวินโญ่ ในเกมที่มีฝนตกหนักแต่รูปเกมยังอยู่ในมือ “เรือใบสีฟ้า” เป็นส่วนใหญ่ 

ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งผู้ผ่านเข้ารอบคือ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด แชมป์เก่ารายการนี้ ที่ต้องลุ้นถึงช่วงทดเจ็บก่อนเฉือนฟูแล่ม 2-1 จากลูกโหม่งประตูชัยนาทีสุดท้ายของ ลูอิส ไมลีย์ ทำให้สองทีมจากพรีเมียร์ลีกที่ฟอร์มแรงต่างก้าวเข้าสู่รอบตัดเชือก และถูกจับสลากให้ต้องมาเจอกันเองในรอบต่อไป 


ภาพรวมการแข่งขัน

เกมที่เอติฮัด สเตเดี้ยม เป๊ป กวาร์ดิโอลา ปรับทัพหลายตำแหน่ง แต่ซิตี้ยังคุมจังหวะและคุมพื้นที่ได้ดีตามสไตล์ พวกเขาใช้การครองบอลและการเพรสซิ่งสูงบีบให้เบรนท์ฟอร์ดเล่นยาก ก่อนจะมาได้ประตูขึ้นนำจากจังหวะยิงนอกกรอบของแชร์กีในครึ่งแรก และตอกย้ำชัยชนะในครึ่งหลังจากลูกยิงของซาวินโญ่ที่มีการเปลี่ยนทาง 

ส่วนที่เซนต์ เจมส์ พาร์ก เกมของนิวคาสเซิลเป็นอีกอารมณ์หนึ่ง—เร็ว ดุ และแกว่งไปมาในรายละเอียด โดยเจ้าถิ่นขึ้นนำเร็วจาก โยอาน วิสซา ก่อนฟูแล่มจะตีเสมอจาก ซาซ่า ลูคิช ทำให้เกมเปิดและมีช่วงที่ดูเหมือนจะต้องไปตัดสินด้วยการดวลจุดโทษ แต่แล้วไมลีย์โผล่มาโหม่งประตูชัยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ พา “สาลิกาดง” เฮลั่นสนาม 


ไฮไลท์สำคัญ

  • แชร์กีปลดล็อกเกมให้ซิตี้ ด้วยประตูขึ้นนำจากการยิงนอกกรอบ ช่วยให้ซิตี้เล่นง่ายขึ้น และสามารถคุมเกมด้วยการครองบอลได้ตามถนัด
  • ซาวินโญ่ปิดกล่อง ด้วยประตูที่สองในครึ่งหลัง ทำให้ช่วงท้ายเกมซิตี้บริหารจังหวะและเปลี่ยนตัวได้มั่นใจ
  • ไมลีย์ฮีโร่ทดเจ็บ โหม่งประตูชัยให้แชมป์เก่ารอดพ้นการไปถึงจุดโทษ ในเกมที่อึดอัดและต้องใช้หัวใจล้วน ๆ

จุดเปลี่ยนเกม

หนึ่งในจังหวะที่ถูกพูดถึงมากในเกมของซิตี้ คือเหตุการณ์ที่ อับดูโกดีร์ คูซานอฟ รอดพ้นใบแดงจากจังหวะเข้าปะทะในฐานะ “ตัวสุดท้าย” ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้ฝั่งเบรนท์ฟอร์ดอย่างชัดเจน และกลายเป็นประเด็นหลังเกม 

ขณะที่เกมของนิวคาสเซิล จุดเปลี่ยนอยู่ที่ “ความนิ่งในช่วงท้าย” เมื่อเกมกำลังไหลไปสู่การเสมอและมีโอกาสยิงกันถึงฎีกา นิวคาสเซิลยังยกระดับความกดดันจากลูกตั้งเตะและบอลด้านข้าง ก่อนจะได้ประตูชัยจากลูกโหม่งช่วงท้ายที่สุด 


ผู้เล่นเด่น

รายาน แชร์กี (แมนฯ ซิตี้): ประตูแรกของเกมมีความหมายมาก เพราะเป็นการปลดล็อกแนวรับที่ตั้งรับเป็นระเบียบ และทำให้ซิตี้คุมจังหวะได้เต็มมือ 

ซาวินโญ่ (แมนฯ ซิตี้): สร้างความอันตรายในพื้นที่สุดท้ายและยิงประตูตอกย้ำ ทำให้เกมไม่แกว่งในช่วงท้าย 

ลูอิส ไมลีย์ (นิวคาสเซิล): ประตูชัยช่วงทดเจ็บไม่ใช่แค่พาทีมเข้ารอบ แต่ยังเป็น “โมเมนต์ชุบชีวิต” ของทั้งทีมหลังช่วงวันหนัก ๆ ที่ผ่านมา 


แท็กติก

ฝั่งแมนฯ ซิตี้ยังยึดแนวทางเดิม—ครองบอลเพื่อคุมความเสี่ยงและบีบพื้นที่คู่แข่งให้เล่นยาก จุดเด่นคือการเร่งสปีดเกมเป็นช่วง ๆ เพื่อเจาะพื้นที่ว่าง ก่อนค่อยกลับมาคุมจังหวะเมื่อขึ้นนำ 

ส่วนนิวคาสเซิล เกมนี้ชัดเจนว่าเน้นความดุดันและจังหวะเข้าทำเร็ว โดยเฉพาะการกดดันตั้งแต่ต้นเกมจนได้ประตูขึ้นนำเร็ว แม้ฟูแล่มจะตีเสมอและทำให้เกมตึงขึ้น แต่เจ้าถิ่นยังพยายามยัดบอลเข้าพื้นที่สุดท้าย และใช้ลูกนิ่งเป็นอาวุธตัดสินเกม 


สรุปหลังเกม

ผลจากรอบก่อนรองชนะเลิศทำให้ “เส้นทางรอบรองฯ” ถูกยืนยันแล้วว่า นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด จะพบ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ส่วนอีกสาย เชลซี จะรอพบผู้ชนะระหว่าง อาร์เซน่อล หรือ คริสตัล พาเลซ ตามโปรแกรมที่ค้างอยู่ สำหรับกำหนดการรอบรองชนะเลิศเป็นแบบเหย้า-เยือน โดยนัดแรกอยู่ในสัปดาห์ที่เริ่ม 12 มกราคม 2026 และนัดสองในสัปดาห์ที่เริ่ม 2 กุมภาพันธ์ 2026 ขณะที่นัดชิงชนะเลิศวางไว้วันที่ 22 มีนาคม 2026 ที่เวมบลีย์