BREAKING

 ที่มา: UEFA.com
วันที่เผยแพร่: 23 ธันวาคม 2025 (อ้างอิงบทสรุป UEFA เผยแพร่ 22 ธ.ค. 2025)

UEFA เผยแพร่บทสรุป “ตัวเลขน่าสนใจ” ของศึก UEFA Women’s Champions League ฤดูกาล 2025/26 หลังจบช่วงลีกเฟส โดยภาพรวมที่สะท้อนชัดที่สุดคือ “เกมรุกที่ดุดันขึ้น” และ “เกมที่แกว่ง/คัมแบ็กมีมากขึ้น” จนรายละเอียดเล็ก ๆ อย่างการคุมเกมช่วงท้าย กลายเป็นตัวชี้วัดผลแพ้ชนะชัดเจนกว่าเดิม 

บาร์ซ่า-เชลซี “ยิงดุ” แถมเกมรับแน่นเท่ากัน

ตัวเลขที่แฟนบอลสะดุดตาทันทีคือ บาร์เซโลน่า และ เชลซี ทำผลงานในลีกเฟสได้แบบ “ครบเครื่อง” เพราะเป็น ทีมที่ยิงได้มากสุดร่วมกันที่ 20 ประตู และยังมี สถิติเสียประตูน้อยสุดร่วมกันเพียง 3 ประตู เท่ากันอีกด้วย 

ภาพนี้สะท้อนสองอย่างพร้อมกัน

  1. ทีมระดับหัวแถวเริ่ม “ทำเกมรุกให้มีประสิทธิภาพในทุกนัด” ไม่ใช่แค่ระเบิดฟอร์มเกมเดียวแล้วแกว่งในนัดถัดไป
  2. ความสม่ำเสมอในเกมรับเป็นเงื่อนไขสำคัญของการ “ไปไกล” เพราะลีกเฟสเป็นรูปแบบที่เจอคู่แข่งหลากสไตล์และระยะพักสั้น

และเมื่อโฟกัสไปที่ “สไตล์การคุมเกม” บาร์ซ่ายังติดอันดับท็อปด้านการครองบอลต่อเกม 65.3% พร้อมตัวเลขคุณภาพการเล่นบอลที่โดดเด่น ทั้ง ความแม่นยำในการจ่าย 89.7% และจำนวน การจ่ายบอลสำเร็จ 3,813 ครั้ง ตลอดช่วงลีกเฟส
นี่คือภาพจำของทีมที่คุมจังหวะเกมได้ต่อเนื่อง—และทำให้คู่แข่งต้องใช้ “วินัยเกมรับ” สูงมากตลอด 90 นาที

ในฝั่งเชลซี UEFA ยังชี้สถิติที่น่าสนใจเชิง “ทีมงาน/แท็กติก” ด้วย เพราะ ซอนญ่า บอมปาสเตอร์ ทำสถิติพิเศษในฐานะโค้ชที่ลงคุมทีมในแมตช์เดย์ของรูปแบบลีกเฟส/กรุ๊ปสเตจครบ 30 นัด (สมัยคุม OL และมาที่เชลซี) ซึ่งสะท้อนความต่อเนื่องและมาตรฐานการทำทีมในเวทียุโรปอย่างชัดเจน 

เกม “คัมแบ็ก” เพิ่มขึ้นแบบเห็นได้ชัด—ลีกเฟสสูสีขึ้น

อีกประเด็นที่ UEFA ย้ำคือ จำนวนเกมที่มีการคัมแบ็กเพิ่มขึ้นมาก โดยมีถึง 12 เกมที่ผลเสมอเกิดจากทีมหนึ่ง “ตามหลังแล้วกลับมาได้” ในซีซันนี้ ขณะที่ซีซันก่อนหน้าในช่วงกรุ๊ปสเตจ 48 เกม มีเคสแบบนี้เพียง 1 เกม เท่านั้น 

ตัวเลขนี้แปลความได้หลายมุม

  • ระดับความต่างของทีมเริ่มแคบลง ทำให้การโดนนำไม่ได้หมายความว่า “เกมจบแล้ว”
  • การแก้เกมระหว่างแมตช์ (ปรับแท็กติก/ปรับตำแหน่ง/ส่งตัวสำรอง) ส่งผลต่อสกอร์จริงจังขึ้น
  • ความกดดันช่วงท้ายเกมสูงขึ้น และทีมที่ “ประคองโมเมนตัม” ไม่ได้ มักโดนลงโทษ

และที่น่าสนใจคือ แม้จะมีเกมที่สวิงมากขึ้น แต่ทั้งลีกเฟสกลับมีผล 0-0 เพียงเกมเดียว เท่านั้น ซึ่งสะท้อนแนวโน้มว่าเกมเปิดมากขึ้นและมีโอกาสจบสกอร์มากขึ้น 

จำนวนประตูรวมพุ่ง: 181 ประตูจาก 54 นัด

UEFA สรุปว่าในลีกเฟส 54 นัด มีการทำประตูรวม 181 ประตู และเพียงแมตช์เดย์แรกก็ยิงกันไปถึง 39 ประตู
นี่คือเหตุผลว่าทำไมแฟนบอลจำนวนมากรู้สึกว่า WCL หญิง “ดูสนุกขึ้น” ในเชิงความบันเทิง เพราะเกมมีจังหวะเข้าทำและสกอร์ที่ขยับบ่อย

เมื่อประตูรวมสูงขึ้น ยิ่งทำให้ “เกมบริหารความเสี่ยง” สำคัญกว่าเดิม เช่น

  • ช่วงเวลา 10–15 นาทีสุดท้าย: จะปิดเกมหรือจะบุกต่อ?
  • การจัดการลูกตั้งเตะและเกมสวนกลับ
  • การตัดสินใจเปลี่ยนตัว: เพิ่มคนคุมเกม หรือเพิ่มตัวจบสกอร์

ตัวเลขส่วนบุคคลที่น่าจับตา: ดาวยิง-แอสซิสต์

ฝั่งสถิติผู้เล่น UEFA ระบุว่า เพอร์นิลล์ ฮาร์เดอร์ (บาเยิร์น) เป็นดาวซัลโวร่วมที่ 5 ประตู เท่ากับ เอเวลีน เวียงส์ (โรมา) ซึ่งเป็นคนทำแฮตทริกเดียวของลีกเฟสในแมตช์เดย์ 6 ด้วย 

ด้านแอสซิสต์ คลาร่า บืล (บาเยิร์น) ทำไปถึง 8 แอสซิสต์ ทิ้งห่างอันดับถัดไป 4 ครั้ง และยังทำลายสถิติแอสซิสต์ในกรุ๊ปสเตจก่อนหน้า (ที่เคยสูงสุด 5) พร้อมขยับเป็นผู้นำแอสซิสต์สะสมในยุคลีกเฟส/กรุ๊ปสเตจที่ 14 ครั้ง
ภาพนี้ชี้ให้เห็นว่า “คุณภาพการสร้างสรรค์เกม” กลายเป็นอาวุธสำคัญพอ ๆ กับการมีดาวยิง

รายการโตขึ้นจริง: แฟนบอลและความหลากหลายของผู้เล่น

UEFA ยังรายงานว่าจำนวนผู้ชมสะสมตลอด 5 ฤดูกาลของรูปแบบลีกเฟส/กรุ๊ปสเตจ “ทะลุหนึ่งล้านคน” แล้ว โดยยอดรวมอยู่ที่ 1,106,772 คน และเฉพาะฤดูกาลนี้มี “มากกว่า 200,000 คน”
ขณะเดียวกัน 18 ทีมในลีกเฟสใช้งานผู้เล่นรวม 386 คนจาก 40 ประเทศ สะท้อนความหลากหลายและการขยายตัวของฟุตบอลหญิงระดับสโมสรในยุโรป 

สรุป: ลีกเฟสสูสีขึ้น “คุมเกมท้าย” คือหัวใจของความต่าง

เมื่อดูภาพรวมจากตัวเลขทั้งหมด UEFA ชี้ชัดว่าฤดูกาลนี้เป็นฤดูกาลที่ “ความเข้มข้นสูงขึ้น” ทั้งจากสถิติยิงประตูรวมที่มาก เกม 0-0 ที่น้อย และโดยเฉพาะเกมที่มีการคัมแบ็กเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด