BREAKING

วันที่แข่งขัน: 4 มกราคม 2569
สนาม: คราเวน ค็อตเทจ
ที่มาไฮไลท์: Reuters

เกมที่คราเวน ค็อตเทจกลายเป็นค่ำคืนแห่งดราม่าแบบ “ตัดต่อหัวใจ” เมื่อ แฮร์ริสัน รีด ตัวสำรองของฟูแล่มซัดไกลสุดสวยในนาที 90+7 พาเจ้าถิ่นไล่ตีเสมอ ลิเวอร์พูล 2-2 ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเพียงไม่กี่อึดใจ “หงส์แดง” เพิ่งได้ประตูแซงนำช่วงทดเจ็บจาก โคดี กัคโป และเกือบจะกอดสามแต้มกลับบ้านอยู่แล้ว

ผลเสมอนัดนี้ไม่ใช่แค่คะแนนที่หล่นไปสองแต้ม แต่ยังตอกย้ำประเด็นที่ถูกพูดถึงต่อเนื่องเกี่ยวกับลิเวอร์พูลในฤดูกาลนี้ นั่นคือ การปิดเกมไม่ลงและเสียประตูท้ายเกม จนทำให้โมเมนตัมการไล่แต้มกลุ่มหัวตารางสะดุดซ้ำ ๆ ในจังหวะสำคัญ


ภาพรวมการแข่งขัน

ฟูแล่มเริ่มเกมด้วยความมั่นใจ ใช้ความดุดันในแดนกลางและความเร็วริมเส้นกดดันลิเวอร์พูลตั้งแต่นาทีแรก ขณะที่ทีมเยือนพยายามคุมจังหวะตามสไตล์ แต่เจอเกมรับเจ้าถิ่นยืนโซนแน่นและพร้อมสวนกลับทุกครั้งที่มีพื้นที่

  • ฟูแล่มขึ้นนำ 1-0 จาก แฮร์รี วิลสัน นาที 17 ก่อนที่จังหวะนี้จะมีการเช็ก VAR และกลับคำตัดสินจนประตูยืน
  • ลิเวอร์พูลค่อย ๆ ตั้งหลักและ ตีเสมอ 1-1 จาก ฟลอเรียน เวิร์ตซ์ นาที 57 (มีการตรวจสอบ VAR เช่นกันก่อนให้ประตู)

จากนั้นเกมเข้าสู่โหมดเดือดขึ้นเรื่อย ๆ โอกาสผลัดกันมา ทั้งสองฝ่ายมีจังหวะหวาดเสียวแบบ “เสี้ยววินาที” จนกระทั่งช่วงทดเวลาบาดเจ็บที่กลายเป็นบทสรุปสุดช็อก


ไฮไลท์สำคัญ

ฟูแล่มนำก่อน แต่เกมยังไม่จบง่าย

ประตูของวิลสันทำให้คราเวน ค็อตเทจคึกคักทันที และฟูแล่มเล่นได้ตามแผน: ปิดพื้นที่ตรงกลาง บีบให้ลิเวอร์พูลต้องเล่นยาวหรือออกด้านข้าง แล้วคอยดักจังหวะสองเพื่อสวนกลับ

เวิร์ตซ์ปลุกลิเวอร์พูลให้กลับมาอยู่ในเกม

ครึ่งหลังลิเวอร์พูลปรับสปีดเกมให้เร็วขึ้น พยายามเพิ่มจังหวะยิงและจ่ายทะลุช่องมากกว่าเดิม ก่อนที่เวิร์ตซ์จะทำประตูตีเสมอ ช่วยให้ทีมเยือนกลับมามีแรงฮึด และเกมเริ่มเปิดแลกมากขึ้น

ทดเจ็บ “สองประตู” เปลี่ยนอารมณ์ทั้งสนาม

ช่วงท้ายเกมเหมือนจะจบด้วยผลเสมอ แต่ลิเวอร์พูลมาได้ประตูสำคัญในนาที 90+4 จากกัคโป ทำให้ฝั่งทีมเยือนเฮลั่น—ภาพมันชัดมากว่า “นี่แหละประตูสามแต้ม”

ทว่าเพียงไม่กี่ลมหายใจต่อมา ฟูแล่มไม่ยอมแพ้ รีดรับบอลนอกกรอบก่อน กดเต็มข้อ ส่งบอลพุ่งเสียบตาข่ายอย่างเด็ดขาดในนาที 90+7 กลายเป็นประตูที่ปิดฉากเกมแบบช็อกทุกคน โดยเฉพาะลิเวอร์พูลที่แทบไม่ทันตั้งตัว


จุดเปลี่ยนเกม

  1. VAR กับสองประตูสำคัญ
    เกมนี้มีจังหวะที่ VAR เข้ามาเกี่ยวข้องกับความชัดเจนของประตู ทำให้โมเมนตัมสวิงไปมาหลายครั้ง ทั้งฝั่งฟูแล่มและลิเวอร์พูล ต่างต้อง “รอคำตัดสิน” ก่อนจะได้ฉลองกันจริง ๆ
  2. การยืนเกมรับช่วงท้ายของลิเวอร์พูล
    เมื่อได้ประตูนำในช่วงทดเจ็บ สิ่งที่ทีมใหญ่ต้องทำให้ได้คือ “คุมพื้นที่หน้ากรอบ” และ “ไม่เปิดโอกาสให้ยิงโล่ง” แต่จังหวะของรีดคือภาพแทนคำว่า เผลอเพียงครั้งเดียวก็โดนลงโทษทันที
  3. ความเชื่อของฟูแล่มว่าต้องได้แต้ม
    แม้โดนแซงนำท้ายเกม แต่เจ้าถิ่นไม่ถอยทั้งทีม กล้าดันขึ้นมาเอาคืน และนั่นคือความต่างระหว่าง “ทีมที่ยอมรับชะตา” กับ “ทีมที่บังคับให้เกมเปลี่ยน”

ผู้เล่นเด่น

แฮร์ริสัน รีด (Fulham)

หนึ่งประตูหนึ่งความทรงจำ—ลูกยิงไกลนาที 97 ไม่ได้สวยอย่างเดียว แต่ “สำคัญที่สุด” เพราะเป็นประตูที่เปลี่ยนแต้มจากศูนย์เป็นหนึ่ง และเปลี่ยนบรรยากาศทั้งสนามให้กลายเป็นงานฉลอง

แฮร์รี วิลสัน (Fulham)

เป็นคนเปิดสกอร์และทำให้ฟูแล่มได้เล่นตามแผนตั้งแต่ต้นเกม ประตูของเขาทำให้ลิเวอร์พูลต้องไล่ตาม และยิ่งไล่ เกมก็ยิ่งเปิดให้ฟูแล่มสวนได้เรื่อย ๆ

ฟลอเรียน เวิร์ตซ์ (Liverpool)

ประตูตีเสมอของเวิร์ตซ์คือจุดเริ่มของการกลับมาในครึ่งหลัง เป็นคนที่ช่วยให้ลิเวอร์พูล “ไม่หลุดเกม” และทำให้ทีมยังมีโอกาสพลิกชนะในช่วงท้าย

โคดี กัคโป (Liverpool)

ยิงนาที 90+4 จนแฟนหงส์เกือบได้เฮยาว ๆ แม้สุดท้ายไม่ชนะ แต่ประตูนี้สะท้อนความเด็ดขาดในจังหวะสำคัญ และการอยู่ถูกที่ถูกเวลาของเขา


แท็กติก

ฟูแล่มวางแผนเล่นแบบ “รัดกุมแต่พร้อมสวน” เน้นตัดเกมตรงกลางแล้วเปลี่ยนเป็นบอลขึ้นหน้าเร็ว พวกเขาไม่ได้ครองบอลมากก็จริง แต่จังหวะที่ได้เล่นมักมีคุณภาพและอันตราย

ฝั่งลิเวอร์พูลพยายามคุมเกมด้วยการต่อบอลและขยับไลน์สูงขึ้นในครึ่งหลัง ซึ่งได้ผลจนตีเสมอ และเกือบแซงชนะได้สำเร็จ แต่ปัญหาคือช่วงที่นำแล้วกลับ คุมพื้นที่สำคัญไม่อยู่ ทำให้โดนลูกยิงไกลที่ไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้นในสถานการณ์นั้น


สรุปหลังเกม

เสมอ 2-2 แบบนี้อาจดูเหมือน “แต้มแบ่งกันไป” แต่ในความจริงมันคือเกมที่ฝากคำถามไว้กับลิเวอร์พูลเรื่อง การรักษาสมาธิช่วงท้าย เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทีมเสียประตูในช่วงเวลาที่ควรปิดเกมให้จบ

ขณะที่ฟูแล่มได้แต้มที่มีคุณค่าในเชิงความมั่นใจอย่างมาก—เพราะพวกเขาแสดงให้เห็นว่า ต่อให้โดนแซงในช่วงทดเจ็บก็ยัง “เชื่อจนวินาทีสุดท้าย” และสุดท้ายก็ได้รางวัลเป็นลูกยิงสุดสวยของรีดที่แฟนบอลจะพูดถึงไปอีกนาน