BREAKING

วันที่แข่งขัน: 4 มกราคม 2569
สนาม: เอติฮัด สเตเดียม
ที่มา: Reuters

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พลาดโอกาสเก็บสามแต้มที่ควรได้อย่างน่าเสียดาย หลังโดน เชลซี ไล่ตีเสมอ 1-1 จากประตูช่วงทดเวลาบาดเจ็บของ เอ็นโซ เฟร์นันเดซ ในเกมพรีเมียร์ลีกเมื่อคืนวันที่ 4 มกราคม 2569 ที่เอติฮัด สเตเดียม เกมนี้ซิตี้ขึ้นนำก่อนจาก ทิจจานี ไรจ์นเดอร์ส ช่วงท้ายครึ่งแรก แต่จบไม่ลง เปิดช่องให้ทีมเยือนฉวยแต้มสำคัญกลับลอนดอน

สำหรับเชลซี นี่คือผลเสมอที่สะท้อน “ความเป็นทีม” ในช่วงเปลี่ยนผ่าน หลังเพิ่งเข้าสู่ยุคกุนซือชั่วคราว โดยตลอดเกมพวกเขาเน้นวินัยเกมรับ รอจังหวะสวน และอดทนกับแรงกดดัน ก่อนจะได้รางวัลในวินาทีท้าย ๆ ของเกม


ภาพรวมการแข่งขัน

ซิตี้ครองบอลและคุมจังหวะได้มากกว่าอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในครึ่งแรกที่เกมรุกไหลลื่น มีการพาบอลเข้าพื้นที่อันตรายหลายครั้ง ขณะที่เชลซีมาแบบรัดกุม พยายามบีบพื้นที่หน้ากรอบเขตโทษและยอมให้ซิตี้ครองเกมด้านข้างมากกว่าปล่อยแทงทะลุช่องง่าย ๆ

จุดต่างสำคัญคือ “ซิตี้สร้างโอกาสเยอะ แต่เปลี่ยนเป็นประตูเพิ่มไม่ได้” พอเกมเข้าสู่ครึ่งหลัง ความมั่นใจของทีมเยือนค่อย ๆ เพิ่มขึ้น และเริ่มกล้าดันขึ้นมาหาจังหวะในพื้นที่สุดท้ายมากขึ้นเรื่อย ๆ จนสุดท้ายมาทันในช่วงทดเวลา


ไฮไลท์สำคัญ

  • 42′ ซิตี้นำ 1-0: จังหวะที่บอลเด้งเปลี่ยนทางจากการเล่นในแดนสุดท้าย ก่อนมาเข้าทาง ทิจจานี ไรจ์นเดอร์ส ซัดเต็มข้อให้เจ้าถิ่นออกนำ เป็นประตูที่ยกระดับโมเมนตัมของซิตี้ในครึ่งแรกได้ดี
  • โอกาสปิดเกมของซิตี้: หลังนำ 1-0 ซิตี้มีช่วงเวลาหลายครั้งที่น่าจะ “ปิดบัญชี” ได้ แต่ความเฉียบคมยังไม่พอ รวมถึงจังหวะที่ เออร์ลิง ฮาแลนด์ ได้ลุ้นและมีช็อตชนเสา ทำให้สกอร์ไม่ขาด
  • 90+4′ เชลซีตีเสมอ 1-1: เกมเหมือนจะจบลงแล้ว แต่เชลซีเร่งจังหวะในช่วงท้าย ก่อนบอลจากฝั่งขวาถูกเปิดเข้ามาในเขตโทษ และ เอ็นโซ เฟร์นันเดซ ตามซ้ำจังหวะต่อเนื่องจนบอลข้ามเส้น กลายเป็นประตูตีเสมอที่ทำให้เอติฮัดเงียบทั้งสนาม

จุดเปลี่ยนเกม

จุดเปลี่ยนจริง ๆ ของเกมนี้ไม่ใช่แค่ “นาทีที่เชลซียิงได้” แต่คือช่วงระหว่างครึ่งหลังที่ซิตี้มีโอกาสหลายครั้งแล้วไม่จบสกอร์ให้เด็ดขาด เมื่อสกอร์ยังอยู่ที่ 1-0 เกมจึงเปิดช่องให้ทีมเยือนมีความหวังเสมอ

อีกจุดที่น่าจับตาคือ ซิตี้เริ่มเสียความไหลลื่นหลังพักครึ่งเมื่อเชลซีปรับรูปแบบการยืน ทำให้การเข้าทำของเจ้าถิ่นต้องอาศัยการยิงไกลหรือครอสจากด้านข้างมากขึ้น ซึ่งถ้าไม่คมพอ มักกลายเป็นเกมที่ “ครองเยอะ แต่เจ็บน้อย”


ผู้เล่นเด่น

แมนเชสเตอร์ ซิตี้

  • ทิจจานี ไรจ์นเดอร์ส: ประตูของเขาคือสิ่งที่ทำให้ซิตี้ได้เปรียบ และตลอดเกมมีบทบาทกับการพาบอลขึ้นหน้าและจบสกอร์จากแถวสอง
  • เออร์ลิง ฮาแลนด์: มีจังหวะอันตรายและเกือบทำให้สกอร์ขาด แต่ความโชคและจังหวะสุดท้ายไม่เข้าทาง

เชลซี

  • เอ็นโซ เฟร์นันเดซ: ฮีโร่ช่วงทดเวลา ความนิ่งในจังหวะ “ซ้ำต่อเนื่อง” คือความต่าง เพราะหลายทีมเจอสถานการณ์แบบนี้มักยิงพลาดครั้งเดียวแล้วโอกาสหาย
  • มาโล กุสโต้: มีส่วนกับจังหวะบุกสำคัญช่วงท้าย เกมรับยืนได้ดีและยังเติมเกมจนเกิดจังหวะลุ้นประตูตีเสมอ

แท็กติกเกมนี้

ซิตี้ยังยืนพื้นด้วยการครองบอล บีบสูง และพยายามสร้าง “ช่องว่างครึ่งพื้นที่” เพื่อแทงให้ตัวรุกหรือกองหน้าเข้าทำ แต่เมื่อเชลซีเน้นตั้งบล็อกต่ำและคุมพื้นที่หน้ากรอบเขตโทษ ซิตี้จึงต้องวนบอลหาจังหวะอยู่นาน และพอเกมไม่ขาด ความกดดันก็ย้อนกลับมาที่เจ้าถิ่น

ฝั่งเชลซีเล่นแบบ “เอาตัวรอดให้ได้ก่อน” ในช่วงครึ่งแรก จากนั้นค่อยเพิ่มความกล้าในครึ่งหลัง เน้นจังหวะโต้กลับและการเติมจากฟูลแบ็ก โดยเป้าหมายคือทำให้ซิตี้ต้องวิ่งไล่ย้อนกลับ และพยายามลากเกมให้ยาวจนมีโอกาสหนึ่งครั้งในช่วงท้าย ซึ่งสุดท้ายพวกเขาทำสำเร็จ


สรุปหลังเกม

ผลเสมอ 1-1 เกมนี้กระทบภาพรวมการลุ้นแชมป์โดยตรง เพราะการหล่นแต้มในนัดที่ควรชนะ ทำให้ซิตี้เสียจังหวะในการไล่จ่าฝูงทันที ขณะที่เชลซีได้แต้มแบบมีมูลค่าสูงมากในช่วงกำลังเปลี่ยนผ่าน ช่วยยกระดับความมั่นใจของทีมและแฟนบอล

นอกจากนี้ ซิตี้ยังต้องกังวลเรื่องสภาพร่างกายผู้เล่นบางรายจากเกมนี้ด้วย เพราะช่วงโปรแกรมต่อจากนี้แน่นมาก ทุกแต้มที่หลุดมือมีโอกาสกลายเป็น “แต้มที่ทวงคืนไม่ได้” ในช่วงท้ายฤดูกาล