BREAKING

วันที่ข่าว/วันที่แข่งขัน: 4 มกราคม 2569
รายการ: Africa Cup of Nations (AFCON)
สนาม: Stade El Barida (ราบัต)
ที่มา: Reuters

ศึก แอฟริกา คัพ ออฟ เนชันส์ (AFCON) เดินทางสู่รอบน็อกเอาต์ที่เข้มข้น และคืนวันที่ 4 มกราคม 2569 มีความเคลื่อนไหวใหญ่ 2 ประเด็นในวันเดียวกัน—ฝั่ง แคเมอรูน โชว์ความเขี้ยวเฉือน แอฟริกาใต้ 2-1 ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ตีตั๋วเข้าสู่รอบ 8 ทีมไปชน โมร็อกโก (เจ้าภาพ) ขณะที่ ตูนิเซีย ตัดสินใจแยกทางเฮดโค้ชหลังตกรอบ สะท้อนแรงกดดันของฟุตบอลทีมชาติที่ “แพ้ครั้งเดียว” อาจเปลี่ยนอนาคตได้ทันที 

แคเมอรูน 2-1 แอฟริกาใต้: จบคมกว่า ถึงรอบก่อนรองฯ

เกมที่ Stade El Barida แคเมอรูนได้ประตูสำคัญจาก จูเนียร์ ชามาเดอู (Junior Tchamadeu) ในนาทีที่ 34 ก่อนที่ดาวรุ่งวัย 19 ปี คริสเตียน โคฟาเน่ (Christian Kofane) จะมายิง/จบจังหวะให้ทีมหนีเป็น 2-0 ไม่นานหลังเริ่มครึ่งหลัง ทำให้ “อินโดมิตาเบิล ไลออนส์” คุมสถานการณ์ได้เป็นส่วนใหญ่ 

แอฟริกาใต้ไม่ได้ยอมง่าย ๆ ช่วงท้ายเกมพวกเขาไล่มา 1-2 จากตัวสำรอง เอวิเดนซ์ มากโกปา (Evidence Makgopa) แต่สุดท้ายไล่ไม่ทัน แคเมอรูนประคองเกมจนจบ พร้อมขยับเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ 

จุดเปลี่ยนเกม: “ความนิ่ง” ในจังหวะตัดสิน

ภาพรวมเกมสะท้อนชัดว่า แอฟริกาใต้มีช่วงเริ่มต้นที่เล่นได้ดีและสร้างโอกาสได้ แต่เปลี่ยนเป็นสกอร์ไม่ได้ เมื่อพลาดโอกาสสำคัญ ๆ ไป เกมจึงค่อย ๆ ไหลเข้าทางแคเมอรูนที่เล่นเป็นระบบกว่า และใช้ความแข็งแกร่งในเกมรับผสมความเด็ดขาดในจังหวะสุดท้ายลงโทษคู่แข่งทันที 

ประตูแรกของแคเมอรูนทำให้รูปเกมเปลี่ยน เพราะหลังจากขึ้นนำ พวกเขาเลือกเล่นแบบรัดกุมขึ้น ไม่เปิดพื้นที่ง่าย ๆ และรอสวนกลับ/เล่นจังหวะสองอย่างมีวินัย จนมาได้ประตูหนีห่างช่วงต้นครึ่งหลัง ซึ่งเป็นช่วงที่หลายทีมมักเสียสมาธิ และนั่นคือจุดที่แคเมอรูน “ทำได้เหนือกว่า” 

ผู้เล่นที่ถูกพูดถึง: ดาวรุ่ง “โคฟาเน่” กับพลังทีมเวิร์ก

อีกมุมที่น่าสนใจคือการที่แคเมอรูนมี “ตัวทีเด็ดวัยรุ่น” โผล่ขึ้นมาในทัวร์นาเมนต์ และการทำประตูของโคฟาเน่ในเกมน็อกเอาต์ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ทีมอย่างมาก โดยหลังเกมมีการพูดถึงบรรยากาศในทีมและความเป็นหนึ่งเดียว ก่อนต้องเจองานยากในรอบต่อไป 

รอบต่อไปชน “โมร็อกโกเจ้าภาพ” บิ๊กแมตช์ที่ห้ามกระพริบตา

ชัยชนะนัดนี้ส่งให้แคเมอรูนไปเจอกับ โมร็อกโก เจ้าภาพที่เพิ่งผ่าน แทนซาเนีย 1-0 ในวันเดียวกัน โดยโมร็อกโกได้ประตูชัยจาก บราฮิม ดิอาซ (Brahim Diaz) ในครึ่งหลัง เกมดังกล่าวแม้เจ้าภาพจะครองบอลมาก แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นเกมที่ไม่ได้ชนะขาด และยังมีรายละเอียดให้ต้องปรับก่อนเจอแคเมอรูน 

มองในเชิงแท็กติก เกมนี้จะเป็นการวัดกันระหว่าง “ทีมเจ้าภาพที่เน้นครองบอลและสร้างโอกาสต่อเนื่อง” กับ “ทีมแคเมอรูนที่มีสภาพร่างกายแข็งแรง เล่นมีวินัย และสวนกลับอันตราย” ซึ่งถ้าจังหวะเข้าทำของเจ้าภาพไม่คมพอ อาจเปิดช่องให้แคเมอรูนลงโทษได้เหมือนเกมที่เจอแอฟริกาใต้ 


ตูนิเซียปลดโค้ช: ตกรอบปุ๊บ เปลี่ยนทันที

อีกข่าวใหญ่ของวันคือ ตูนิเซียแยกทางกับเฮดโค้ช ซามี ทราเบลซี (Sami Trabelsi) หลังทีมตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย โดยสมาคมฟุตบอลตูนิเซียประกาศว่าการยุติสัญญาเป็น “ความยินยอมร่วมกัน” และยุติพร้อมทีมงานสตาฟฟ์ทั้งหมด 

การตกรอบเกิดขึ้นหลังตูนิเซียเสมอ มาลี 1-1 แม้จะเล่นกับคู่แข่งที่เหลือ 10 คนเป็นเวลานาน ก่อนแพ้ในการดวลจุดโทษ 3-2 ซึ่งผลลัพธ์ดังกล่าวกลายเป็นชนวนให้เกิดการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงทันทีหลังจบทัวร์นาเมนต์ของพวกเขา 

ภาพสะท้อน “ฟุตบอลทีมชาติ”: ผลระยะสั้นมีผลกับอนาคตกุนซือ

กรณีของตูนิเซียสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยในฟุตบอลทีมชาติ—เมื่อเป้าหมายในทัวร์นาเมนต์ระยะสั้นไม่สำเร็จ ความกดดันจะพุ่งไปที่ “คนคุมทีม” โดยตรง แม้บางครั้งปัญหาจะลึกไปถึงโครงสร้างทีม, คุณภาพผู้เล่น หรือความพร้อมในรายละเอียดเกมก็ตาม

Reuters ยังระบุด้วยว่า ทราเบลซีวัย 57 ปี เพิ่งได้รับการแต่งตั้งกลับมาคุมทีมเป็นคำรบสองในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 หลังเคยคุมทีมช่วงปี 2011–2013 ซึ่งการแยกทางครั้งนี้จึงเป็นการปิดฉากช่วงเวลาที่สองแบบรวดเร็วเกินคาด 


สรุป

คืนวันที่ 4 มกราคม 2569 ของ AFCON เป็นคืนที่ได้ทั้ง “ดราม่าในสนาม” และ “แรงสั่นสะเทือนนอกสนาม” — แคเมอรูนชนะแอฟริกาใต้ 2-1 แบบเฉียบคม ผ่านเข้ารอบไปชนโมร็อกโกเจ้าภาพในรอบก่อนรองฯ ขณะที่ตูนิเซียตัดสินใจปลดโค้ชหลังตกรอบ