ที่มา: Reuters
วันที่เผยแพร่: 6 มกราคม 2569
กระแสในโลกออนไลน์ของแฟนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดร้อนแรงทันที หลังสโมสรประกาศแยกทางกับ รูเบน อโมริม อย่างเป็นทางการในคืนวันที่ 5 มกราคม 2026 (ตามเวลายุโรป) โดยแต่งตั้ง ดาร์เรน เฟล็ตเชอร์ ขึ้นทำหน้าที่กุนซือขัดตาทัพระหว่างหาคนใหม่
สิ่งที่น่าสนใจคือ “เสียงแฟนบอล” ไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกัน แต่กลับแบ่งเป็นสองฝั่งชัดเจน—ฝั่งหนึ่งมองว่า “ควรปลดตั้งนานแล้ว” เพราะแท็กติกและการจัดทีมทำให้ภาพรวมการเล่นดูติดขัด ขณะที่อีกฝั่งมองว่า “ปลดไปก็ไม่ช่วย” ถ้ายังไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของสโมสร ทั้งเรื่องทิศทางฟุตบอล การเสริมทัพ และการตัดสินใจระดับผู้บริหาร
ฝั่ง “ถึงเวลาต้องเปลี่ยน”: เบื่อแท็กติกแข็ง ๆ และเกมที่ดูตัน
กลุ่มที่เห็นด้วยกับการปลดอโมริม โฟกัสไปที่เรื่อง “รูปแบบการเล่น” โดยเฉพาะเสียงวิจารณ์เรื่อง ความยืดหยุ่นของแท็กติก และการยึดระบบที่ถูกมองว่าแข็งจนแก้เกมยากเมื่อทีมตกเป็นรองหรือเจอคู่แข่งที่อ่านทางออก
นอกจากนี้ ผลงานช่วงหลังที่สะดุดต่อเนื่องก็เป็นเชื้อไฟสำคัญ เพราะรายงานระบุว่ายูไนเต็ดชนะเพียง 3 จาก 11 เกมหลังสุด ในทุกรายการ และฟอร์มโดยรวมที่ไม่ตอบโจทย์ความคาดหวังทำให้แรงกดดันพุ่งสูง
ฝั่ง “เปลี่ยนโค้ชกี่รอบก็ไม่พอ”: ปัญหาอยู่ที่ระบบสโมสร
อีกฝั่งกลับมองว่าการปลดโค้ชซ้ำ ๆ เป็นอาการเดิมของยุคหลังเซอร์อเล็กซ์—ได้ “คนคุมทีมใหม่” แต่ไม่ได้ “แนวทางฟุตบอลใหม่” จึงวนลูปเดิม: เปลี่ยนผู้จัดการทีม → ปรับขุมกำลัง → ผลงานไม่เป็นไปตามเป้า → ปลด → เริ่มใหม่อีกครั้ง
มุมนี้สอดคล้องกับเสียงสะท้อนจาก แกรี เนวิลล์ ที่ออกมาเตือนให้สโมสรเลิก “การทดลอง” และเลือกโค้ชที่เข้ากับอัตลักษณ์ฟุตบอลของยูไนเต็ดมากกว่า โดยชี้ว่าทีมควรมีทิศทางชัดแบบสโมสรที่ยึดสไตล์ต่อเนื่อง (ยกตัวอย่างบาร์เซโลนา) แทนการเปลี่ยนไปมา
ชนวนเร่งด่วน: ความตึงเครียดภายใน และคำพูดหลังเกมที่เป็น “ฟางเส้นสุดท้าย”
หนึ่งในชนวนที่ถูกพูดถึงหนักคือ “ความตึงเครียด” ระหว่างอโมริมกับโครงสร้างการทำงานของสโมสร โดย Reuters รายงานว่าเขาถูกปลด หนึ่งวันหลังแถลงข่าวอย่างดุเดือด หลังเกมเสมอ (ซึ่งถูกมองว่าเป็นจุดแตกหัก)
ขณะที่ฝั่งสโมสรออกแถลงการณ์ในเชิงทางการว่าเป็นการตัดสินใจเพื่อผลลัพธ์ที่ดีขึ้นของทีม พร้อมยืนยันให้ทีมงานเดินหน้าต่อภายใต้กุนซือขัดตาทัพระหว่างสรรหาคนใหม่
ตัวเลขที่ทำให้แฟนบอลถกกันหนัก: “ผลงานไม่ไหว” หรือ “บริบทไม่เอื้อ”
ฝั่งที่สนับสนุนการปลด ยกเหตุผลจากตัวเลขผลงานที่ไม่สวยงามในยุคอโมริม โดย Reuters ระบุสถิติบางส่วนว่าอัตราชนะโดยรวมอยู่ในระดับต่ำ และฟอร์มในลีกไม่คงเส้นคงวา
แต่ฝั่งที่เห็นต่างจะโยนกลับไปที่ “ภาพใหญ่” เช่น คุณภาพขุมกำลังในบางตำแหน่งที่ยังไม่สมดุล, ความคาดหวังเรื่องท็อปโฟร์ที่กดดันเกินไป และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในสโมสรที่ยังไม่นิ่ง—ทำให้โค้ชคนไหนมาก็เจอปัญหาเดิม
จากนี้เกิดอะไรขึ้น: เฟล็ตเชอร์คุมชั่วคราว และโจทย์ “เลือกคนใหม่ให้ถูกทาง”
สถานการณ์ระยะสั้นคือ ดาร์เรน เฟล็ตเชอร์ จะคุมทีมในฐานะกุนซือขัดตาทัพ และมีโปรแกรมลีกที่ต้องลงสนามต่อทันที (Reuters ระบุเกมถัดไปกับเบิร์นลีย์) ซึ่งทำให้สโมสรแทบไม่มีเวลาหายใจ
ส่วนระยะยาวคือคำถามใหญ่ที่แฟนบอลกำลังถกกัน: ยูไนเต็ดควร
- รีเซ็ต “แนวทางฟุตบอล” ให้ชัดก่อน (สไตล์, การเสริมทัพ, โครงสร้างทีมงาน)
หรือ - รีบเลือกกุนซือที่ “พาทีมเก็บแต้มทันที” เพื่อไล่พื้นที่ท็อปโฟร์แบบระยะสั้น
ซึ่งคำตอบจะสะท้อนทิศทางยุคใหม่ของสโมสรอย่างชัดเจน—และนี่คือเหตุผลที่โซเชียลถึง “เสียงแตก” มากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
