BREAKING

วันที่แข่งขัน: 8 มกราคม 2569 (ตามเวลาไทย)
รายการ: พรีเมียร์ลีก อังกฤษ
สนาม: เอติฮัด สเตเดียม
ผลการแข่งขัน: แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 1-1 ไบรท์ตัน

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังหา “สามแต้มปลดล็อก” ไม่เจอ หลังทำได้เพียงเปิดบ้านเสมอ ไบรท์ตัน 1-1 ในเกมพรีเมียร์ลีก ทำให้พวกเขา เสมอ 3 นัดติดต่อกัน ตั้งแต่เข้าสู่ปี 2026 และเริ่มถูกกดดันหนักขึ้นในเส้นทางลุ้นแชมป์ที่ทุกคะแนนมีความหมายสุด ๆ 

แม้ซิตี้จะเป็นฝ่ายขึ้นนำก่อนจากจุดโทษของ เออร์ลิง ฮาแลนด์ แต่รูปเกมครึ่งหลังกลับเปิดช่องให้ไบรท์ตันได้จังหวะสวน และตีเสมอจาก คาโอรุ มิโตมะ ก่อนที่ช่วงท้ายซิตี้จะโหมหนัก ทว่าจังหวะสุดท้ายยังไม่เฉียบพอ จบเกมแบ่งแต้มกันไป 

ภาพรวมการแข่งขัน

เกมนี้ซิตี้ครองบอลมากกว่า เดินเกมรุกต่อเนื่อง และพยายามบีบให้ไบรท์ตันถอยต่ำตั้งแต่ต้นเกม จังหวะสำคัญเกิดขึ้นช่วงครึ่งแรก เมื่อซิตี้ได้จุดโทษหลัง VAR ยืนยันจังหวะฟาวล์ในเขตโทษ และ ฮาแลนด์สังหารไม่พลาด พาทีมขึ้นนำ 1-0 (จุดโทษในช่วงก่อนหมดครึ่งแรก) 

อย่างไรก็ตาม ครึ่งหลังไบรท์ตันเริ่ม “อ่านเกมเพรส” ได้ดีขึ้น กล้าเปลี่ยนจากตั้งรับลึกเป็นจังหวะสวนแบบมีเป้าหมาย และสุดท้ายมาได้ประตูตีเสมอจาก มิโตมะ ที่จบสกอร์อย่างเฉียบคม ทำให้เกมเปิดมากขึ้นและซิตี้เริ่มมีอาการหงุดหงิดกับการปิดเกมไม่ลง 

ไฮไลท์สำคัญของเกม

  • ฮาแลนด์ปลดล็อก + สถิติสำคัญ: ประตูจุดโทษเกมนี้ช่วยให้ฮาแลนด์ยุติช่วงไร้สกอร์ก่อนหน้า และยังถูกนับเป็น ประตูที่ 150 ของเขากับแมนฯ ซิตี้
  • มิโตมะยิงตีเสมอ + เกือบมีฮีโร่สองครั้ง: นอกจากทำประตู 1-1 แล้ว มิโตมะยังมีจังหวะได้ลุ้นเพิ่มและเกือบยิงชัย โดยมีช็อตที่บอลไปชนเสาในช่วงท้ายเกมอีกด้วย
  • ซิตี้พลาดโอกาสปิดกล่อง: ช่วงที่นำ 1-0 ซิตี้มีโอกาสหนีห่าง รวมถึงจังหวะยิงชนเสาของแบร์นาร์โด้ ซิลวา ก่อนท้ายเกมจะมีจังหวะฮาแลนด์ยิงระยะเผาขนแต่โดนเซฟสำคัญจากนายด่านไบรท์ตัน

จุดเปลี่ยนเกม

จุดเปลี่ยนที่ชัดที่สุดคือ “หลังไบรท์ตันตีเสมอ” โมเมนตัมของเกมเปลี่ยนทันที จากเดิมซิตี้คุมจังหวะได้เกือบทั้งหมด กลายเป็นเกมที่ไบรท์ตันเล่นด้วยความมั่นใจมากขึ้น กล้าขึ้นเกม และซิตี้ต้องเร่งทุกอย่างให้เร็วขึ้น ส่งผลให้จังหวะจบหลายครั้ง “รีบเกินไป” หรือเลือกทางออกไม่คมพอ

อีกมุมหนึ่งคือซิตี้ใช้พลังงานไปกับการบุกหนัก แต่เมื่อไม่ได้ประตูที่สอง เกมเลยยืดเยื้อจนเปิดโอกาสให้ทีมเยือนมีช่องสวนกลับมากขึ้น และไบรท์ตันก็ใช้จังหวะนั้นได้คุ้มค่า

ผู้เล่นเด่น

แมนเชสเตอร์ ซิตี้

  • เออร์ลิง ฮาแลนด์: มีชื่อบนสกอร์บอร์ด ปลดล็อกความกดดัน และสร้างโอกาสช่วงท้ายเกม แม้สุดท้ายจะไม่สามารถซัดประตูชัยได้
  • เฌเรมี่ โดกู: เป็นคนที่สร้างปัญหาให้แนวรับไบรท์ตันบ่อยครั้ง และมีส่วนกับจังหวะที่นำไปสู่จุดโทษ
  • แบร์นาร์โด้ ซิลวา: ใกล้เคียงที่สุดกับการทำให้ซิตี้หนีห่างจากจังหวะยิงชนเสา ซึ่งถ้าเป็นประตู เกมอาจจบอีกแบบ

ไบรท์ตัน

  • คาโอรุ มิโตมะ: ฮีโร่ของทีมเยือนทั้งในแง่ประตูตีเสมอและการสร้างความหวาดเสียวช่วงท้ายเกม
  • บาร์ต แฟร์บรูกเกน (ผู้รักษาประตู): มีเซฟสำคัญช่วงท้าย โดยเฉพาะจังหวะป้องกันลูกยิงระยะเผาขนที่ช่วย “ล็อกแต้ม” ให้ไบรท์ตัน

แท็กติก: ทำไมซิตี้ครองเกมแต่ชนะไม่ได้

ภาพรวมแท็กติกเกมนี้สะท้อนปัญหาเดิมของซิตี้ในช่วงเสมอรัว ๆ คือ

  1. สร้างโอกาสได้ แต่ไม่เปลี่ยนเป็นประตูที่สอง ทำให้คู่แข่งมีชีวิตเสมอ
  2. เมื่อเกมยื้อและคู่แข่งเริ่มเชื่อว่ามีแต้มได้ ซิตี้มักต้องดันไลน์สูงขึ้น ส่งผลให้มีพื้นที่หลังแนวรับให้โดนสวน
  3. ไบรท์ตันตั้งรับแบบมีวินัย และรอจังหวะสวนในพื้นที่ที่ซิตี้เปิดไว้ ซึ่งหนึ่งจังหวะที่คมพอ ก็พาไปสู่ประตูตีเสมอได้ทันที

สถานการณ์ลุ้นแชมป์: เสมอ 3 นัดติด = กดดันจริง

ผลเสมอนัดนี้ทำให้แมนฯ ซิตี้ ตามหลังอาร์เซนอล 5 คะแนน และยังแข่งมากกว่า 1 นัด (ซิตี้ 21 นัด, อาร์เซนอล 20 นัดตามข้อมูลตาราง ณ เวลารายงาน) ซึ่งในทางปฏิบัติหมายถึง “พื้นที่พลาด” ของซิตี้เริ่มน้อยลงเรื่อย ๆ 

หลังเกม เป๊ป กวาร์ดิโอลา ยอมรับว่าการหล่นแต้มต่อเนื่องทำให้การลุ้นแชมป์ยากขึ้น และทีมยังต้องรับมือปัญหาสภาพทีม โดยมีรายงานว่า ซาวินโญ่ จะพักราว 2 เดือน จากอาการบาดเจ็บ ซึ่งกระทบตัวเลือกเกมรุกในช่วงโปรแกรมแน่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

สรุปหลังเกม

ซิตี้มีทุกอย่างที่ควรพอสำหรับชัยชนะ—การครองเกม โอกาสยิง และช่วงเวลาที่นำอยู่—แต่สิ่งที่ยังขาดคือ “ความเด็ดขาด” ในจังหวะปิดงาน ทำให้ไบรท์ตันที่มีวินัยและคมในโอกาสสำคัญ ได้แต้มกลับบ้านแบบมีคุณภาพเมื่อเปิดปี 2026 ด้วยการ เสมอ 3 นัดติด เกมถัดไปของซิตี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องแต้ม แต่คือเรื่องของ “โมเมนตัมและความมั่นใจ” หากยังปิดเกมไม่ลง โอกาสลุ้นแชมป์อาจตึงมือขึ้นทุกสัปดาห์ทันที