BREAKING

ที่มา: The Guardian / Sky Sports / ManUtd.com

วันที่แข่งขัน: 11 มกราคม 2026 (ตรงกับ 12 มกราคม 2569 เวลาไทย)
รายการ: เอฟเอ คัพ 2025/26 รอบ 3
สนาม: โอลด์ แทรฟฟอร์ด
ผลการแข่งขัน: แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-2 ไบรท์ตัน

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดต้องจอดป้ายเอฟเอคัพตั้งแต่ รอบ 3 หลังพ่าย ไบรท์ตัน 1-2 คาบ้านที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด กลายเป็นอีกหนึ่งคืนที่เพิ่มแรงกดดันให้สโมสรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะบอลถ้วยคือเส้นทางลุ้นแชมป์ที่ “สั้นและจับต้องได้” ในช่วงที่ผลงานลีกยังไม่นิ่ง และทีมยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านหลายด้าน

เกมนี้ยิ่งสะท้อนปัญหาเดิม ๆ ที่แฟนบอลเห็นซ้ำมาตลอดฤดูกาล—ทั้งเรื่อง วินัยเกมรับ, การป้องกันจังหวะสอง และความเฉียบคมในพื้นที่สุดท้าย แม้ยูไนเต็ดจะพยายามเร่งจังหวะในช่วงท้าย แต่ก็ไม่ทันการณ์

รูปเกม: ครองบอลมากกว่า แต่โดนลงโทษจากความผิดพลาด

ภาพรวม 90 นาที ยูไนเต็ดพยายามคุมจังหวะและครองบอลเพื่อค่อย ๆ เจาะ แต่ไบรท์ตันมาแบบ “มีแผน” ชัดเจน—ยืนระยะเกมรับให้แน่น รอจังหวะสวนกลับ และกดดันในพื้นที่ที่ยูไนเต็ดเปราะบางที่สุด

ไบรท์ตันได้ประตูออกนำจาก บราจาน กรูด้า (Brajan Gruda) ก่อนที่ครึ่งหลัง แดนนี เวลเบ็ค (Danny Welbeck) อดีตกองหน้ายูไนเต็ดจะยิงเพิ่มเป็น 2-0 ทำให้สถานการณ์เจ้าถิ่นหนักขึ้นทันที

นาทีฮึดไม่พอ: เซสโก้โหม่งตีตื้น แต่เกมจบด้วยความวุ่นวาย

ยูไนเต็ดไม่ยอมง่าย ๆ และมาได้ประตูตีตื้นช่วงท้ายจากลูกโหม่งของ เบนจามิน เซสโก้ (Benjamin Sesko) จุดประกายความหวังในช่วงท้ายเกม

แต่จังหวะไล่บี้กลับถูกตัดทอนเมื่อ เชีย เลซีย์ (Shea Lacey) ตัวสำรองดาวรุ่งโดนไล่ออกด้วยใบเหลืองที่สอง ทำให้ท้ายเกมยูไนเต็ดเร่งเกมได้ยากขึ้น และจบลงด้วยความพ่ายแพ้ 1-2 ตกรอบทันที

จุดเปลี่ยนสำคัญของเกม

1) เกมรับเสียทรงในจังหวะสำคัญ
สองประตูที่เสียสะท้อน “สมาธิและการยืนตำแหน่ง” ที่หลุดง่ายเกินไป โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนจากรับเป็นรุกที่มักเปิดพื้นที่ให้ไบรท์ตันเล่นงาน

2) เปลี่ยนโอกาสเป็นประตูไม่คมพอ
ยูไนเต็ดมีช่วงที่ครองบอลและขึ้นเกมได้ แต่จังหวะสุดท้ายยังขาดความเด็ดขาด ทำให้เมื่อโดนยิงนำ เกมยิ่งยากขึ้นตามธรรมชาติ

3) ใบแดงช่วงท้ายทำให้ “ช่วงไล่บี้” สั้นลง
หลังตีตื้นได้ ทีมต้องการโมเมนตัมต่อเนื่อง แต่การเหลือ 10 คนทำให้ต้องเลือกเล่นแบบระวังมากขึ้น และลดประสิทธิภาพการเพรสในแดนบน

มุมมองหลังเกม: บอลถ้วยหลุดมือ ยิ่งกดดันช่วงเปลี่ยนผ่าน

การตกรอบเอฟเอคัพตั้งแต่รอบ 3 ทำให้ยูไนเต็ด “เหลือพื้นที่แก้ตัวน้อยลง” เพราะบอลถ้วยคือรายการที่สามารถสร้างโมเมนตัมและความเชื่อมั่นได้เร็ว ต่างจากลีกที่ต้องอาศัยความสม่ำเสมอระยะยาว

ที่น่าหนักใจคือ เกมนี้ไม่ได้แพ้เพราะโดนบุกกดจนสู้ไม่ได้ แต่แพ้เพราะรายละเอียดเล็ก ๆ ที่เกิดซ้ำ—เสียประตูในจังหวะที่ไม่ควรเสีย และไล่ไม่ทันในช่วงเวลาสั้น ๆ ทั้งที่กลับมาได้แล้วหนึ่งครั้ง

คนเด่นและประเด็นที่แฟนบอลพูดถึง

  • ไบรท์ตัน: กรูด้าเริ่มต้นให้ทีมได้เปรียบ และเวลเบ็คย้ำชัยด้วยความเฉียบคมในจังหวะสำคัญ
  • แมนยู: เซสโก้เป็นคนจุดไฟท้ายเกม แต่ภาพรวมทีมยังต้องการ “โครงสร้างเกม” ที่คงเส้นคงวากว่านี้ โดยเฉพาะเกมรับเวลาถูกสวนกลับ

สรุป

เกมที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดจบลงด้วย “ช็อก” สำหรับเจ้าถิ่น เมื่อ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดแพ้ไบรท์ตัน 1-2 ตกรอบเอฟเอคัพตั้งแต่รอบ 3 แม้จะมีช่วงเร่งเครื่องและตีตื้นได้ แต่สุดท้ายไม่ทัน พร้อมทิ้งคำถามใหญ่เรื่องวินัยเกมรับ ความคม และทิศทางทีมในช่วงเปลี่ยนผ่านที่ต้องชัดเจนมากกว่าเดิม