วันที่แข่งขัน: 15 มกราคม 2569
สนาม: สแตมฟอร์ด บริดจ์
รายการ: คาราบาว คัพ 2025/26 รอบรองชนะเลิศ เลกแรก
ผลการแข่งขัน: เชลซี 2-3 อาร์เซน่อล
แหล่งที่มา ESPN.com
ผู้ทำประตู:
- อาร์เซน่อล: เบน ไวท์, วิคตอร์ ยอเคเรส, มาร์ติน ซูบีเมนดี้
- เชลซี: อเลฮานโดร กานาโช่ (2 ประตู)
ภาพรวมการแข่งขัน
อาร์เซน่อลกุมความได้เปรียบในคาราบาวคัพรอบรองฯ เลกแรก หลังบุกชนะเชลซี 3-2 ในเกมที่ “ปืนใหญ่” คุมจังหวะและรูปทรงโดยรวมได้มากกว่า โดยเฉพาะการบีบพื้นที่แดนกลางและความอันตรายจากลูกตั้งเตะที่สร้างความแตกต่างตั้งแต่ต้นเกม
อย่างไรก็ตาม สกอร์ที่ดูเหมือนจะไหลไปทางทีมเยือน กลับมามีดราม่าในช่วงท้าย เมื่อเชลซีได้ “อเลฮานโดร กานาโช่” ลงมาเปลี่ยนเกมและกดคนเดียวสองประตู ไล่บี้จนทำให้เลกสองที่เอมิเรตส์ยังเปิดกว้างกว่าที่หลายคนคิด
ไฮไลท์สำคัญ
- อาร์เซน่อลออกนำเร็วจากลูกตั้งเตะ และคุมโทนเกมได้ตามแผนตั้งแต่ต้น
- ครึ่งหลังอาร์เซน่อลขยับเร่งและหนีเป็น 2-0 ก่อนเชลซีแก้เกมส่งตัวสำรองลงมาเพิ่มความเร็วในพื้นที่สุดท้าย
- กานาโช่ยิงตีไข่แตกให้เชลซีกลับมาเป็น 1-2 แล้วเกมเปิดมากขึ้น
- ซูบีเมนดี้ซัดเพิ่มให้ปืนใหญ่หนีห่างอีกครั้งเป็น 3-1 ในช่วงที่โมเมนตัมเริ่มเอนมาเจ้าบ้าน
- เชลซีไม่ยอมง่าย ๆ และได้ประตูที่สองจากกานาโช่อีกลูก ทำให้สกอร์จบที่ 3-2 และความหวังยังอยู่ครบ
จุดเปลี่ยนเกม
เกมนี้ถูกพูดถึงมากเพราะ “รายละเอียดเล็ก ๆ” ที่ส่งผลต่อสกอร์ชัดเจน โดยเฉพาะสองช่วงเวลา
ช่วงแรกคือจังหวะลูกตั้งเตะที่ทำให้อาร์เซน่อลขึ้นนำเร็ว เกมเลยเข้าทางทีมเยือนทันที เพราะเมื่อได้เปรียบแล้ว อาร์เซน่อลสามารถเลือกจังหวะคุมบอล ปรับสปีด และรอเล่นในพื้นที่ที่ตัวเองถนัดได้
ช่วงที่สองคือการแก้เกมของเชลซีในครึ่งหลัง การส่งกานาโช่ลงมาช่วยเพิ่มความเร็วและความกล้าเล่นริมเส้น ทำให้เชลซีมี “ทางลัด” ในการเข้าพื้นที่อันตรายมากขึ้น ไม่ต้องค่อย ๆ ต่อบอลจนโดนเพรสตัดเสียก่อน ผลคือเชลซีเริ่มสร้างแรงกดดันได้จริง และได้ 2 ประตูที่ “ปลุกสแตมฟอร์ด บริดจ์” ให้กลับมามีชีวิต
อีกจุดที่สำคัญไม่แพ้กันคือประตูที่สามของอาร์เซน่อล ซึ่งมาในช่วงที่เชลซีกำลังพยายามไล่ตีเสมอ ถ้าไม่โดนสวนเพิ่ม เกมอาจไหลไปอีกทิศ แต่การถูกยิงเป็น 3-1 ทำให้เชลซีต้องไล่แบบเสี่ยงมากขึ้น และสุดท้ายแม้จะยิงคืนได้ แต่ก็ยังเหลือระยะห่างหนึ่งประตูติดตัวไปเลกสอง
ผู้เล่นเด่น
อาร์เซน่อล
- เบน ไวท์: นอกจากเกมรับที่นิ่ง ยังมีส่วนกับจังหวะสำคัญจากลูกตั้งเตะที่ทำให้ทีมได้ความได้เปรียบเร็ว
- วิคตอร์ ยอเคเรส: ยืนค้ำได้ดี สร้างปัญหาให้แนวรับเชลซีด้วยพละกำลังและการหาพื้นที่ในเขตโทษ
- มาร์ติน ซูบีเมนดี้: คุมสมดุลแดนกลางและมีโมเมนต์ “เปลี่ยนเกม” จากประตูที่ทำให้อาร์เซน่อลกลับมาหนีห่างอีกครั้ง
เชลซี
- อเลฮานโดร กานาโช่: ลงมาแล้วทำให้เกมรุกเชลซีมีมิติทันที สองประตูของเขาไม่เพียงไล่จี้สกอร์ แต่ยังทำให้เลกสองกลับมามีเรื่องให้ลุ้นจริง ๆ
- ภาพรวมแนวรุกเชลซีช่วงท้ายเกมดีขึ้นชัดเจนจากความกล้าเล่น การเติมคนเข้ากรอบ และการพยายามโจมตีพื้นที่ด้านข้าง
แท็กติก: อาร์เซน่อลคุมเกม—เชลซีชนะใจช่วงท้าย
ฝั่งอาร์เซน่อลชนะเกมนี้ด้วย “ความเป็นระบบ” เกมรับเป็นบล็อกชัด การเพรสในจังหวะเหมาะสม และการใช้ลูกตั้งเตะให้เกิดประโยชน์สูงสุด ขณะเดียวกันแดนกลางของปืนใหญ่ช่วยให้ทีมคุมจังหวะได้ต่อเนื่อง ทำให้เชลซีต้องใช้พลังเยอะกว่าจะพาบอลเข้าพื้นที่สุดท้าย
ส่วนเชลซี แม้จะเสียประตูในช่วงที่ไม่ควรเสีย แต่สิ่งที่น่าพูดถึงคือ “การตอบสนอง” หลังตามหลัง โดยเฉพาะช่วงท้ายที่ทีมเปิดเกมรุกแบบมีความหวังจริง ๆ การได้ 2 ประตูจากตัวสำรองคือสัญญาณว่าเลกสองยังไม่ใช่งานจบ และถ้ากลับมามีตัวหลักฟิตพร้อมมากขึ้น เกมที่เอมิเรตส์อาจไม่ง่ายอย่างที่ทีมเยือนอยากให้เป็น
สรุปหลังเกม
อาร์เซน่อลบุกชนะเชลซี 3-2 และตุนความได้เปรียบก่อนกลับไปเล่นเลกสองที่เอมิเรตส์ แต่ประตูไล่จี้ช่วงท้ายของกานาโช่ทำให้ทุกอย่างยัง “ไม่ปิด” เพราะความต่างแค่ประตูเดียวสามารถพลิกได้เสมอในเกมน็อกเอาต์
เลกสองจึงน่าจับตาว่า อาร์เซน่อลจะคุมเกมด้วยความนิ่งและความเป็นระบบได้เหมือนเดิมหรือไม่ ขณะที่เชลซีต้องหาความลงตัวระหว่าง “ความกล้าเปิดเกม” กับ “ความรัดกุมในจังหวะเสียบอล” ให้ได้ ถ้าอยากกลับมาแซงเข้าชิงให้สำเร็จ
