ที่มา: Reuters
วันที่เผยแพร่: 16 มกราคม 2569
โปรแกรมพรีเมียร์ลีกวันเสาร์ที่ 17 มกราคม 2026 มีคู่ไฮไลต์ที่แฟนบอลทั่วโลกรอคอยอย่าง แมนเชสเตอร์ดาร์บี เมื่อ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เปิดบ้านรับมือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด เกมนี้มักเปลี่ยน “โมเมนตัม” ได้ทันที เพราะไม่ใช่แค่แต้มในตาราง แต่คือศักดิ์ศรีเมืองแมนเชสเตอร์และความเชื่อมั่นของทีมในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของฤดูกาล
สำหรับแฟนบอลไทย เกมนี้เตะช่วงหัวค่ำ โดยมีรายงานเวลาเตะที่ 12:30 น. (สหราชอาณาจักร) ซึ่งเทียบเวลาไทยคือประมาณ 19:30 น. ในวันเดียวกัน
ทำไมเกมนี้ “เดิมพันสูง” กว่าที่คิด
เหตุผลแรกคือ “สถานการณ์ของทั้งสองทีม” กำลังต้องการผลการแข่งขันเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายต่างกันชัดเจน
- ฝั่ง แมนฯ ยูไนเต็ด ตามรายงานระบุว่าอยู่ อันดับ 7 และฟอร์มลีกช่วงหลังสะดุด (ชนะเพียง 1 นัดจาก 6 เกมลีกหลังสุด) ทำให้ทุกแต้มสำคัญต่อการเบียดพื้นที่ฟุตบอลยุโรป
- ขณะที่ แมนฯ ซิตี้ อยู่ในกลุ่มลุ้นแชมป์ โดยตามหลังจ่าฝูง อาร์เซนอล 6 คะแนน และต้องการชัยชนะเพื่อรักษาแรงกดดันในการไล่ล่าอันดับหนึ่ง
เหตุผลที่สองคือ “ผลกระทบทางจิตวิทยา” ดาร์บีที่ชนะมักต่อยอดเป็นความมั่นใจได้หลายสัปดาห์ และมักส่งผลต่อบรรยากาศในสโมสรแบบจับต้องได้—โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ช่วงโปรแกรมแน่นของครึ่งฤดูกาลหลัง
ประเด็นร้อนก่อนเกม: คาร์ริคคุมผีเกมแรก เจองานหินทันที
อีกมุมที่ทำให้เกมนี้ถูกจับตาเป็นพิเศษ คือการเปลี่ยนแปลงบนม้านั่งสำรองของฝั่งเจ้าบ้าน หลังรายงานระบุว่า ไมเคิล คาร์ริค จะคุมทีมในฐานะ “กุนซือชั่วคราว” เป็นนัดแรก และเกมแรกก็ต้องชนกับของหนักอย่างทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ทันที
ภาพที่แฟนผีอยากเห็นในเกมนี้จึงไม่ใช่แค่ผลแพ้-ชนะ แต่รวมถึง “ทิศทางทีม” ว่าจะกลับมาเล่นเป็นระบบมากขึ้นหรือไม่ โดยเฉพาะช่วงไม่มีเสถียรภาพในผลการแข่งขันก่อนหน้านี้
สภาพทีมและตัวที่น่าจับตา
ฝั่งยูไนเต็ด Reuters ระบุว่ามีข่าวดีเรื่องสภาพทีมบางส่วน เช่น แฮร์รี่ แม็กไกวร์ กลับมาฟิต และยังได้ ไบรอัน เอ็มเบอโม่ กับ อาหมัด ดิยัลโล กลับมาจากภารกิจ AFCON เพื่อเพิ่มทางเลือกในเกมรุกและเกมสวนกลับ
ขณะเดียวกัน สื่ออังกฤษบางสำนักรายงานว่า ยูไนเต็ดอาจยังมีตัวเจ็บ/เช็กฟิตบางราย โดยเฉพาะแนวรับ (ตัวอย่างเช่นกรณี เดอ ลิกต์) ซึ่งต้องรอดูรายชื่อนาทีสุดท้าย
ฝั่งแมนฯ ซิตี้ เรื่องที่ถูกพูดถึงต่อเนื่องคือ “ความล้า” ของ เออร์ลิง ฮาแลนด์ ที่ลงเล่นหนัก และกวาร์ดิโอลาเองก็ให้สัมภาษณ์ว่าต้องการตัวช่วยเพื่อแบ่งเบาภาระ โดยหวังให้ โอมาร์ มาร์มูช กลับมาหลังจบภารกิจ AFCON (ซึ่งจะกลับได้หลังเกมชิงอันดับสาม)
นอกจากนี้ ซิตี้ยังมีตัวใหม่อย่าง อองตวน เซเมนโย ที่เริ่มต้นได้สวย ยิงได้ 2 ประตูจาก 2 เกมแรก สร้างมิติความอันตรายในแนวรุกเพิ่มขึ้นทันที
แท็กติกที่คาดว่าได้เห็น: ยูไนเต็ดเน้น “รัดกุม-ฉวยโอกาส” ซิตี้เน้น “คุมเกม-เร่งจังหวะ”
ด้วยบริบทของเจ้าบ้านที่ต้องการความมั่นใจและผลการแข่งขัน คาดว่ายูไนเต็ดจะเน้นเกมที่ “ไม่เปิดพื้นที่ง่าย” โดยเฉพาะพื้นที่หลังแบ็กและช่องระหว่างเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นจุดที่ซิตี้ถนัดในการเจาะด้วยการขยับตำแหน่งและตัดไลน์รับ
สิ่งที่แฟนผีควรจับตา:
- การยืนตำแหน่งเกมรับ ว่าจะนิ่งขึ้นหรือยัง เพราะช่วงหลังมีปัญหา “เสียสมาธิในจังหวะสำคัญ” ตามที่ Reuters สะท้อนภาพรวมฟอร์มทีมในระยะหลัง
- จังหวะโต้กลับ โดยเฉพาะถ้ามีการใช้งานผู้เล่นที่สปีดจัดและเลี้ยงกินตัวได้ การสวนกลับคืออาวุธสำคัญในการเจอทีมครองบอลอย่างซิตี้
ส่วนซิตี้ แนวทางยังชัดเจน: ครองบอล, ล่อให้แนวรับขยับ แล้วใช้การเคลื่อนที่ของแนวรุกหาช่องยิง แต่เกมนี้ “รายละเอียดเล็ก ๆ” จะสำคัญมาก เพราะดาร์บีมักมีจังหวะที่เกมเปลี่ยนจากลูกนิ่ง/ความผิดพลาด/การตัดสินใจเสี้ยววินาที
3 จุดชี้ขาดที่อาจตัดสินเกม
- ใครคุมแดนกลางได้ก่อน
ถ้าซิตี้คุมจังหวะได้ เกมจะไหลไปตามแผนของกวาร์ดิโอลา แต่ถ้ายูไนเต็ดแย่งบอลจังหวะสองได้บ่อย เกมสวนกลับจะอันตรายขึ้นทันที - ฮาแลนด์ vs แนวรับผี
แม้มีประเด็นล้าและช่วงหลังยิงจากโอเพ่นเพลย์ไม่ถี่เท่าเดิม แต่ศูนย์หน้าระดับนี้ใช้ “โอกาสไม่กี่ครั้ง” ก็ลงโทษได้ - แรงกระตุ้นจากกุนซือใหม่ของยูไนเต็ด
เกมแรกของคาร์ริคมักมี “พลังใหม่” ในทีมเสมอ คำถามคือจะแปลงเป็นคุณภาพในสนามได้มากแค่ไหน เมื่อเจอซิตี้ที่มาตรฐานสูงและกำลังเรียกความเฉียบกลับมา
สรุปก่อนเกม
แมนเชสเตอร์ดาร์บีวันเสาร์นี้คือเกมที่ “แต้ม-ศักดิ์ศรี-โมเมนตัม” ถูกยัดไว้ใน 90 นาทีเดียว ยูไนเต็ดต้องการชัยชนะเพื่อดึงความเชื่อมั่นกลับมาและไล่ล่าพื้นที่ยุโรป ขณะที่ซิตี้ต้องชนะเพื่อกดดันจ่าฝูงต่อไปในเส้นทางลุ้นแชมป์
