BREAKING

วันที่: 20-01-69
สนาม: อเม็กซ์ สเตเดี้ยม
ที่มา: reuters

เกมพรีเมียร์ลีกที่อเม็กซ์ สเตเดี้ยม ระหว่าง ไบรท์ตัน กับ บอร์นมัธ กลายเป็นแมตช์ที่ถูกพูดถึงทันทีจากจังหวะตัดสินของ VAR ซึ่ง “พลิกคำตัดสิน” จากใบเหลืองข้อหาพุ่งล้มไปเป็นจุดโทษ ก่อนที่ มาร์คัส ทาเวอร์เนียร์ จะรับหน้าที่สังหารให้ทีมเยือนขึ้นนำ และตามมาด้วยเสียงโห่จากแฟนเจ้าบ้านที่ดังลั่นทั้งสนามตั้งแต่ครึ่งแรก

แม้ฟุตบอลจะมีดราม่าอยู่เสมอ แต่สิ่งที่ทำให้จังหวะนี้ถูกถกเถียงหนัก คือความรู้สึกของแฟนบอลที่มองว่า “ภาพแรกเหมือนพุ่งล้ม” ก่อนที่รีเพลย์ในมุมอื่นจะทำให้เหตุการณ์มันซับซ้อนขึ้น และสุดท้ายผู้ตัดสินเลือกกลับคำตัดสิน นำไปสู่ประตูขึ้นนำของบอร์นมัธในช่วงที่เกมกำลังตึง

จังหวะ VAR ที่เปลี่ยนเกม: จาก “พุ่งล้ม” เป็น “จุดโทษ”

เหตุการณ์เกิดขึ้นช่วงกลางครึ่งแรก เมื่อผู้ตัดสิน ให้ใบเหลืองกับ อามีน อัดลี (บอร์นมัธ) ในจังหวะที่มองว่าเป็นการพยายามเรียกฟาวล์หรือ “พุ่งล้ม” ในเขตโทษ แต่หลังจากนั้น VAR ได้แจ้งให้ผู้ตัดสินไปดูจอมอนิเตอร์ข้างสนามอีกครั้ง

เมื่อเช็กภาพช้า ผู้ตัดสินมองว่ามีจังหวะปะทะจริงจากฝั่งไบรท์ตัน โดยเฉพาะตอนที่ผู้รักษาประตู บาร์ต แฟร์บรูกเกน เข้าสกัดและมีการสัมผัสตัวผู้เล่นบอร์นมัธ จึงยกเลิกใบเหลืองเดิมและเปลี่ยนคำตัดสินเป็น จุดโทษ ทันที

ภาพที่ออกมาเลยเป็น “คนละอารมณ์” กับการดูด้วยตาเปล่าในความเร็วจริง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของคำถามใหญ่ในเกมนี้ว่า VAR ช่วยให้ถูกต้องขึ้น หรือทำให้เกมฟุตบอล “ขาดความลื่นไหลและความรู้สึกแฟนบอล” มากกว่าเดิม

ทาเวอร์เนียร์กดไม่พลาด – เสียงโห่ลั่นสนาม

หลังได้จุดโทษ มาร์คัส ทาเวอร์เนียร์ รับหน้าที่สังหารและยิงเข้าไปให้บอร์นมัธขึ้นนำ 1-0 ท่ามกลางเสียงโห่และความไม่พอใจจากแฟนไบรท์ตันที่เห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจังหวะ

บรรยากาศในสนามเปลี่ยนทันที จากเกมที่เจ้าบ้านพยายามคุมจังหวะและเดินเกมรุก กลายเป็นเกมที่มีอารมณ์ร่วมสูงขึ้น ทั้งเสียงโห่ การประท้วงเล็ก ๆ ของนักเตะ และความตึงเครียดที่เห็นได้ชัดในทุกจังหวะปะทะหลังจากนั้น

รูปเกมครึ่งแรก: บอร์นมัธเอาอยู่และเกือบทิ้งห่าง

หลังขึ้นนำ บอร์นมัธยิ่งเล่นด้วยความมั่นใจมากขึ้น โดยพยายามใช้การเล่นตรงและสวนกลับเร็วเพื่อกดดันแนวรับไบรท์ตันต่อเนื่อง และมีโอกาสได้ลุ้นหนีห่างในช่วงท้ายครึ่งแรกด้วยซ้ำ

ฝั่งไบรท์ตันเองมีช่วงเริ่มเกมที่ดูดี แต่หลังเสียประตูจากจุดโทษ เกมเริ่มหลุดจังหวะเล็กน้อย การเข้าทำยังมีแต่ยังไม่คมพอจะเปลี่ยนเป็นประตู ทำให้ครึ่งแรกจบลงด้วยสถานการณ์ที่เจ้าบ้าน “ตามหลังและอารมณ์ค้าง” จากคำตัดสิน

ครึ่งหลังไบรท์ตันเร่งเต็มที่ ก่อนมีโมเมนต์ฮีโร่ช่วงทดเจ็บ

ครึ่งหลังไบรท์ตันพยายามเร่งเกมมากขึ้น ทั้งการเติมคนในแดนกลางและพยายามเปิดพื้นที่ริมเส้นเพื่อสร้างโอกาสเข้าทำ แต่บอร์นมัธก็ยังตั้งรับได้ค่อนข้างเหนียวแน่น

อย่างไรก็ตาม เกมนี้ไม่ได้จบด้วยประเด็นจุดโทษเพียงอย่างเดียว เพราะช่วงท้ายเกมไบรท์ตันมาได้ประตูตีเสมอ 1-1 จากจังหวะสุดพิเศษในช่วงทดเจ็บ ซึ่งทำให้ประเด็นหลังเกมถูกแบ่งเป็น 2 ฝั่งทันที:

  • ฝั่งหนึ่งพูดถึง “VAR กับความเหมาะสมของจุดโทษ”
  • อีกฝั่งพูดถึง “โมเมนต์มหัศจรรย์ที่ช่วยไบรท์ตันไม่ให้แพ้คาบ้าน”

ประเด็นหลังเกมที่ยังถกเถียงต่อ

  1. มาตรฐานการแทรกแซงของ VAR – แฟนบอลจำนวนมากมองว่าจังหวะ “พุ่งล้ม/ฟาวล์” เป็นเรื่องที่ควรปล่อยให้ผู้ตัดสินตัดสินในความเร็วจริง และ VAR ควรแทรกเฉพาะกรณีผิดพลาดชัดเจนเท่านั้น
  2. ผลกระทบต่ออารมณ์เกม – หลังคำตัดสิน เกมมีความตึงทันที ทั้งเสียงโห่และความกดดันที่ส่งต่อไปถึงจังหวะปะทะถัด ๆ มา
  3. บอร์นมัธพลาดโอกาสปิดเกม – เมื่อขึ้นนำแล้วแต่ทำเพิ่มไม่ได้ สุดท้ายโดนตีเสมอช่วงท้าย ทำให้ผลเสมอนี้ถูกมองว่า “น่าผิดหวัง” สำหรับทีมเยือน

สรุป

ดราม่า VAR ในเกมไบรท์ตัน–บอร์นมัธ คือจังหวะที่เปลี่ยนอุณหภูมิทั้งสนาม เมื่อคำตัดสินจาก “พุ่งล้ม” ถูกพลิกเป็น “จุดโทษ” และทาเวอร์เนียร์ยิงให้บอร์นมัธนำ ก่อนที่เกมจะเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ จนจบด้วยผลเสมอที่ยังทำให้แฟนบอลถกเถียงกันต่อได้อีกยาว—ทั้งเรื่องจุดโทษและมาตรฐาน VAR ในพรีเมียร์ลีก