วันที่แข่งขัน: 21-01-69
รายการ: ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก (ลีกเฟส)
สนาม: เอสตาดิโอ โชเซ อัลวาลาด, ลิสบอน
ที่มา: reuters
ภาพรวมการแข่งขัน
PSG ต้องเจอบททดสอบหนักในลิสบอน เมื่อ สปอร์ติง ลิสบอน เล่นเกมรับอย่างมีวินัยและเลือกจังหวะโจมตีแบบ “ได้แล้วเอาให้ตาย” ก่อนสร้างเซอร์ไพรส์เปิดบ้านชนะ 2-1 จากฟอร์มฮีโร่ของ หลุยส์ ซัวเรซ (หัวหอกทีมชาติโคลอมเบีย) ที่ซัดคนเดียวสองประตู รวมถึงลูกตัดสินช่วงท้ายเกมที่ทำให้แชมป์เก่าต้องกลับไปมองตารางแบบมีเหงื่อ
แม้ภาพรวม PSG จะครองบอลมากกว่าและมีจังหวะเข้าทำต่อเนื่อง แต่ค่ำคืนนี้ฟุตบอลไม่ได้ตัดสินกันที่ “ครองเกม” เพียงอย่างเดียว สปอร์ติงชนะด้วย ความคมในพื้นที่อันตราย + ความนิ่งในช่วงเวลาที่คู่แข่งเริ่มร้อนรน และผลสกอร์นี้ทำให้เส้นทางลุ้นจบ “ท็อป 8” เพื่อเข้ารอบ 16 ทีมอัตโนมัติของ PSG ถูกบีบให้พลาดไม่ได้อีก
ไฮไลท์สำคัญ
- ครึ่งแรก PSG กดดันหนัก ได้ลุ้นหลายจังหวะและมีประตูที่ถูกริบคืนจาก VAR ถึงสองครั้ง ทำให้เกมยังคงค้างคาแบบ “ทำไมไม่ขึ้นนำสักที”
- นาที 74 สปอร์ติงขึ้นนำ 1-0 จากหลุยส์ ซัวเรซ ที่ฉวยโอกาสในพื้นที่เขตโทษได้เด็ดขาด
- PSG ตอบโต้ทันควัน 1-1 เมื่อ ควิชา ควารัตสเคเลีย (ลงมาเป็นตัวสำรอง) ยิงตีเสมอแบบยกระดับอารมณ์เกมให้เดือดขึ้นทันที
- นาที 90 สปอร์ติงได้ประตูชัย 2-1 ซัวเรซพุ่งโหม่งซ้ำจังหวะต่อเนื่องในกรอบเขตโทษ กลายเป็นช็อตที่สั่นคลอนแชมป์เก่าอย่างจัง
จุดเปลี่ยนเกม
จุดเปลี่ยนของเกมนี้ไม่ใช่แค่ “ประตูชัยนาทีสุดท้าย” แต่คือ ช่วงเวลาที่ PSG คุมเกมได้แต่ปิดบัญชีไม่ลง โดยเฉพาะครึ่งแรกที่มีจังหวะจบสกอร์หลายครั้ง ทว่าเมื่อบอลไม่ยอมเป็นใจ ความกดดันก็ย้อนกลับมาหาคนที่ครองเกมเอง
อีกจุดสำคัญคือหลัง PSG ตีเสมอได้ เกมเหมือนกำลังเทมาทางทีมเยือน แต่สปอร์ติงไม่หลุดทรง พวกเขา ไม่เร่งเกินเหตุ เลือกเล่นจังหวะที่มีคุณภาพ และพอมีโอกาสในเขตโทษก็ “ไม่ปล่อยให้หลุดมือ” ต่างจาก PSG ที่ยิ่งเวลาหมด ยิ่งยิงแบบต้องรีบ จนความคมลดลงตามสภาพเกม
ผู้เล่นเด่น
หลุยส์ ซัวเรซ (สปอร์ติง)
สองประตูในเกมระดับนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เขาอ่านเกมในกรอบเขตโทษได้ดีมาก เลือกตำแหน่งเร็ว และสำคัญที่สุดคือ “ไม่ลังเล” จังหวะขึ้นนำทำให้สปอร์ติงได้ความมั่นใจ ส่วนลูกปิดกล่องนาที 90 คือภาพสะท้อนความมุ่งมั่นและสัญชาตญาณกองหน้าที่อยู่ถูกที่ถูกเวลา
ควิชา ควารัตสเคเลีย (PSG)
แม้ทีมจะแพ้ แต่การลงมาแล้วเปลี่ยนสปีดเกมจน PSG ตีเสมอได้ทันที คือสิ่งที่ทำให้เห็นว่า PSG ยังมีอาวุธพิเศษจากม้านั่งสำรอง อย่างไรก็ตาม ความโดดเด่นของเขากลับกลายเป็น “ประกายไฟชั่วคราว” เพราะทีมปิดเกมไม่ได้
แท็กติก
สปอร์ติงวางเกมแบบชัดเจน: บล็อกเกมรับแน่น รักษาระยะห่างระหว่างไลน์ และคุมโซนหน้ากรอบเขตโทษ ให้ PSG ต้องไปจบในพื้นที่ที่ถนัดน้อยลง เมื่อได้บอลก็ไม่ได้รีบเปิดหน้าแลก แต่รอจังหวะที่ PSG เติมสูงหรือยืนล้ำ แล้วค่อยแทงทะลุ/เปิดเข้าพื้นที่อันตราย
ฝั่ง PSG มาในแนวทาง “ครองบอลบุกต่อเนื่อง” สร้างสถานการณ์ยิงได้จริง แต่ปัญหาคือ
- จังหวะสุดท้ายไม่เฉียบพอ และ
- เมื่อเกมยื้อจนท้าย ๆ ช่องว่างหลังไลน์เริ่มเกิดจากการดันสูงเพื่อเอาชนะ
สิ่งนี้ทำให้สปอร์ติงมีโอกาสสวนกลับ/โจมตีจังหวะสองในกรอบเขตโทษ และสุดท้ายก็ลงโทษได้
สรุปหลังเกม
สกอร์ สปอร์ติง 2-1 PSG คือบทเรียนแบบเจ็บ ๆ ของแชมป์เก่าในเวทียุโรป: คุมเกมไม่ได้แปลว่าจะชนะ โดยเฉพาะเมื่อคู่แข่งมีวินัยเกมรับและมี “กองหน้าที่คมพอจะเปลี่ยนเกมใน 1–2 จังหวะ”ผลการแข่งขันนี้ทำให้สถานการณ์ของ PSG ตึงมือทันที ในการลุ้นจบอันดับที่ปลอดภัย (ท็อป 8) เพื่อเข้ารอบ 16 ทีมแบบอัตโนมัติ เพราะแต้มสะดุดในช่วงท้ายลีกเฟสมีราคาแพงมาก และถ้าพลาดอีก พวกเขามีสิทธิ์ต้องไปวัดดวงในรอบเพลย์ออฟอย่างที่แฟนบอลไม่อยากเห็น
