ที่มา: Reuters

วันที่ข่าว: 29-01-2569
รายการ: ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก 2025/26 ลีกเฟส นัดที่ 8
สนาม: เอสตาดิโอ ดา ลุซ (ลิสบอน)
ผลการแข่งขัน: เบนฟิก้า 4-2 เรอัล มาดริด
คืนปิดลีกเฟสของยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก กลายเป็นค่ำคืนที่แฟนบอลจะพูดถึงไปอีกนาน เมื่อ เบนฟิก้าเปิดบ้านชนะเรอัล มาดริด 4-2 แบบดราม่าสุดขีด—ไฮไลต์สำคัญไม่ใช่แค่สกอร์ที่พลิกไปมา แต่เป็น ประตูปิดกล่องนาที 90+8 (นาที 98) จากคนที่แทบไม่มีใครคาดคิดว่าจะเป็นฮีโร่ นั่นคือ อนาโตลีย์ ทรูบิน ผู้รักษาประตูที่เติมขึ้นมาโหม่งตัดสินเกมในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ
ผลลัพธ์นี้ไม่ได้แค่ทำให้ “สนามแตก” ในลิสบอน แต่ยัง เขย่าตารางอันดับโดยตรง เพราะฝั่งมาดริดที่ต้องการจบ ท็อป 8 เพื่อเข้ารอบ 16 ทีมแบบอัตโนมัติ กลับถูกส่งลงไปอยู่โซน เพลย์ออฟ ขณะที่เบนฟิก้าคว้าแต้มสำคัญแบบเฉือนเส้น เปิดเส้นทางสู่รอบน็อกเอาต์ให้ตัวเองอย่างเหลือเชื่อ
ภาพรวมการแข่งขัน
เกมเริ่มต้นด้วยภาพคุ้นตาของ “มาดริดเกมใหญ่” ที่คุมจังหวะได้ดี และได้ประตูนำก่อน แต่เบนฟิก้าไม่ได้แตกตื่น กลับตอบโต้ด้วยสปีดเกมริมเส้นและการเข้าทำที่เฉียบคมกว่าในช่วงสำคัญ
หลังโดนขึ้นนำ เจ้าถิ่นค่อย ๆ ไล่บี้จนตีเสมอและแซงได้ ก่อนที่เกมจะกลายเป็นฟุตบอลแบบ “นาทีต่อนาทีมีค่า” เพราะทั้งสองทีมต่างมีเดิมพันเรื่องอันดับและการเข้ารอบ แถมรูปแบบลีกเฟสใหม่ยิ่งทำให้ประตูเดียวสามารถเปลี่ยนชะตาทีมได้ทันที
ไฮไลท์สำคัญ
- เบนฟิก้าเร่งเกมจนทำสกอร์ได้ต่อเนื่องจากจังหวะจบสกอร์ที่เด็ดขาด
- มาดริดยังพอมีช่วงกลับมาสู้ได้จากความสามารถเฉพาะตัวในแดนหน้า
- ช่วงท้ายเกมความเดือดพุ่งถึงขีดสุด ทั้งจังหวะปะทะ แรงกดดัน และการตัดสินใจในจังหวะสุดท้าย
- และไฮไลต์เหนือทุกอย่างคือ ทรูบินโหม่งทำประตูในช่วง 90+8 จากลูกตั้งเตะ—ประตูที่ทำให้ทั้งสกอร์ ทั้งอันดับ และอารมณ์ทั้งสนาม “เปลี่ยนไปในเสี้ยววินาที”
จุดเปลี่ยนเกม
จุดเปลี่ยนที่ชัดที่สุดคือ “ช่วงท้ายเกม” ที่มาดริดเริ่มเสียทรงจากอารมณ์และสถานการณ์บังคับ เมื่อเกมเปิดมากขึ้น พื้นที่หลังแนวรับเริ่มถูกโจมตีง่ายขึ้น และการคุมเกมในจังหวะที่ต้องนิ่งที่สุดกลับไม่เกิดขึ้น
อีกจุดที่ทำให้เกมไหลไปทางเบนฟิก้าคือ การเล่นลูกตั้งเตะในช่วงท้าย เพราะเมื่อถึงเวลาที่ต้องมีประตูเพิ่ม ทุกทีมจะยอมเสี่ยง และเบนฟิก้าก็เสี่ยงแบบมีแผน—ส่งผู้รักษาประตูขึ้นไปช่วยโจมตีในจังหวะสุดท้าย และมันกลายเป็นการเดิมพันที่ “คุ้มที่สุด” ของค่ำคืน
นอกจากนี้ เกมยังมีประเด็นสำคัญจาก ใบแดงช่วงท้าย ที่ทำให้มาดริดจบเกมด้วยผู้เล่นน้อยกว่า ส่งผลต่อการป้องกันพื้นที่และความนิ่งในวินาทีชี้เป็นชี้ตาย
ผู้เล่นเด่น
อนาโตลีย์ ทรูบิน (เบนฟิก้า)
จากคนที่หน้าที่คือ “เซฟ” กลายเป็นคนที่ “ยิงประตูสำคัญที่สุดของทีม” การตัดสินใจขึ้นไปในลูกสุดท้ายต้องอาศัยทั้งความกล้าและความเชื่อในทีม และการโหม่งปิดเกมนาที 90+8 ก็ทำให้ชื่อของเขากลายเป็นหน้าประวัติศาสตร์ของคืน UCL ทันที
แนวรุกเบนฟิก้า
เบนฟิก้าไม่ได้ชนะเพราะประตูของผู้รักษาประตูอย่างเดียว แต่ชนะเพราะภาพรวมเกมรุกที่คมกว่า การเข้าทำในจังหวะสำคัญทำได้เฉียบ และทำให้มาดริดต้องถอยลงไปตั้งรับมากกว่าที่อยากทำ
คีลิยัน เอ็มบัปเป้ (เรอัล มาดริด)
แม้ทีมจะแพ้ แต่เกมรุกของมาดริดยังพึ่งพาความสามารถเฉพาะตัวได้เสมอ และเอ็มบัปเป้คือคนที่ทำให้มาดริดยัง “ไม่ตายง่าย” ในเกมที่เสียทรงหลายช่วง อย่างไรก็ตาม ความเฉียบของคนเดียวไม่พอ เมื่อทีมเสียสมดุลในภาพรวม
แท็กติกที่น่าสนใจ
- เบนฟิก้า: เล่นเกมแบบ “รับแล้วสวนให้คม” และเลือกจังหวะเร่งสปีดได้ถูกเวลา ที่สำคัญคือการอ่านเกมช่วงท้าย—กล้าดันสูงในจังหวะที่ต้องการประตู และจัดโครงสร้างลูกตั้งเตะให้มีโอกาสจบจริง ไม่ใช่แค่เปิดทิ้งเปิดขว้าง
- เรอัล มาดริด: ช่วงต้นเกมยังคุมจังหวะได้ แต่เมื่อเกมเริ่มเปิดและเกิดความผิดพลาดรายจังหวะ แนวรับถูกทดสอบหนักขึ้น ความนิ่งลดลง และเมื่อเข้าสู่ช่วงท้ายที่ต้อง “เอาตัวรอด” การเสียผู้เล่นและการตัดสินใจเชิงอารมณ์ทำให้การปิดเกมยิ่งยากกว่าเดิม
ภาพรวมคือ เกมนี้สะท้อนชัดว่าในลีกเฟสรูปแบบใหม่ ต่อให้เป็นทีมใหญ่ ก็ “พลาดไม่ได้” เพราะทุกประตูมีผลต่ออันดับและเส้นทางเข้ารอบแบบชัดเจนมาก
สรุปหลังเกม
เบนฟิก้าคว้าชัย 4-2 แบบที่เขียนบทเองยังยาก ด้วยช็อตจำฝังใจ ผู้รักษาประตูโหม่งนาที 90+8 ส่งทีมเก็บแต้มสำคัญ ลุ้นเส้นทางต่อในรอบเพลย์ออฟอย่างมีความหวังเต็มตัว
ฝั่งเรอัล มาดริด นี่คือค่ำคืนที่เจ็บทั้งผลการแข่งขันและผลกระทบต่ออันดับ เพราะจากเป้าหมาย “ท็อป 8” ต้องเปลี่ยนเป็นเส้นทางเพลย์ออฟแทน และเกมนี้กลายเป็นตัวอย่างชัด ๆ ว่าในคืนปิดลีกเฟส UCL ไม่มีคำว่า “เล่นประคอง” ได้จริง—โดยเฉพาะเมื่อจบลงด้วยภาพผู้รักษาประตูของคู่แข่งเป็นคนยิงประตูตัดสินเกมด้วยตัวเอง
