BREAKING

ที่มา: Reuters
วันที่แข่งขัน: 28 ม.ค. 2026 (เวลาอังกฤษ) / เช้า 29 ม.ค. 2569 (เวลาไทย) (ESPN.com)

ลิเวอร์พูลปล่อยของแบบไม่ไว้หน้าใคร ด้วยการไล่ถล่ม คาราบัก 6-0 ในเกมลีกเฟสนัดสุดท้ายของยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ที่แอนฟิลด์ ผลการแข่งขันที่ไม่เพียงสะท้อนความห่างชั้น แต่ยังส่งสารชัดว่า “หงส์แดงพร้อมแล้ว” ก่อนเข้าสู่ช่วงน็อกเอาต์ที่เดิมพันสูงกว่าทุกนัด (Reuters)

เกมนี้เป็นเหมือนปุ่มรีเซ็ตความมั่นใจของทีมในจังหวะเหมาะเจาะ—เมื่อเกมในประเทศกดดันหนักทุกสัปดาห์ การได้คืนความคมบนเวทียุโรปคือ “กำไรทางจิตวิทยา” ที่สำคัญมาก และยิ่งทำให้บรรยากาศรอบทีมกลับมาคึกคักอีกครั้ง 


รูปเกม: ลิเวอร์พูลคุมจังหวะตั้งแต่ต้น ก่อนเร่งเครื่องครึ่งหลัง

ลิเวอร์พูลเริ่มต้นด้วยจังหวะบุกที่คมและมีแบบแผน ก่อนปลดล็อกสกอร์ได้ในนาทีที่ 15 จาก อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ ที่โหม่งพาทีมนำ 1-0 จากนั้นเกมยังอยู่ในมือเจ้าถิ่นแบบต่อเนื่อง และมาได้ประตูที่สองเร็วในนาทีที่ 21 จาก ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ เติมความได้เปรียบให้ชัดขึ้นตั้งแต่ครึ่งแรก 

ครึ่งหลังคือช่วงที่ลิเวอร์พูล “กดเกียร์ห้า” และปิดเกมแบบเด็ดขาด ไล่รัวเพิ่มอีกสี่ประตู โดย โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ทำประตูที่สามในนาทีที่ 50 ก่อนที่ ฮูโก้ เอคิติเก้ จะบวกสกอร์ในนาทีที่ 57 และแม็ค อัลลิสเตอร์มาซ้ำประตูที่สองของตัวเองในนาทีที่ 61 จากนั้น เฟเดริโก้ เคียซ่า ลงมาเป็นซูเปอร์ซับยิงปิดท้ายช่วงท้ายเกม ทำให้สกอร์ขาดแบบไม่ต้องลุ้น 


จุดที่ทำให้ “6-0” เกิดขึ้น: ความคม + ความเร็วในการเปลี่ยนจังหวะ

หัวใจของเกมนี้คือ “ความเร็วในการเปลี่ยนจากรับเป็นรุก” และการเข้าทำที่ไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือ ลิเวอร์พูลใช้การขึ้นเกมที่หลากหลาย ทั้งการเจาะด้านข้าง การเติมจากกลางสนาม และการโจมตีพื้นที่หลังแนวรับคู่แข่ง จนคาราบักตั้งรูปเกมรับไม่ทันเมื่อโดนเร่งจังหวะต่อเนื่อง 

อีกหนึ่งสัญญาณบวกคือการที่หลายคนในแนวรุกกลับมามี “จังหวะสุดท้าย” ที่คม—ไม่ว่าจะเป็นการจบสกอร์ การหาพื้นที่ยิง หรือการเล่นชิ่งหนึ่ง-สองในเขตโทษ สิ่งเหล่านี้ทำให้เกมรุกของลิเวอร์พูลดูมีชีวิตชีวาและน่ากลัวกว่าช่วงก่อนหน้าอย่างชัดเจน 


ผู้เล่นเด่น: แม็ค อัลลิสเตอร์นำทัพ—แนวรุกกลับมาพร้อมหน้า

เกมนี้ชื่อของ แม็ค อัลลิสเตอร์ โดดเด่นสุดด้วยผลงาน สองประตู (นาที 15, 61) เป็นตัวแทนภาพรวมที่ดีว่า ลิเวอร์พูลมี “คนพร้อมจบงาน” มากกว่าหนึ่งคน ขณะเดียวกัน เวียร์ตซ์และซาลาห์ก็เติมความอันตรายให้แนวรุกแบบครบมิติ รวมถึงเอคิติเก้และเคียซ่าที่ช่วยย้ำว่า ทีมมีอาวุธจากม้านั่งสำรองที่เปลี่ยนเกมได้จริง 


ผลต่ออันดับ: ขยับจบที่ 3 ด้วย 18 แต้ม ได้ตั๋วรอบน็อกเอาต์แบบสวย ๆ

ชัยชนะ 6-0 ทำให้ลิเวอร์พูลขยับจากอันดับ 4 ขึ้นไปจบที่ อันดับ 3 ด้วย 18 คะแนน ปิดลีกเฟสอย่างดุดัน และที่สำคัญคือสร้างโมเมนตัมก่อนเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ในสภาพจิตใจที่ “มั่นใจ” มากขึ้น (Reuters)

ส่วนคาราบัก แม้จะแพ้หนัก แต่ยังมี 10 คะแนน และยังอยู่ในโซนเส้นทางลุ้นต่อ (เพลย์ออฟ) ตามภาพรวมตารางหลังจบนัดสุดท้าย 


สรุป: เกมเดียวที่มากกว่า 3 แต้ม—คือการย้ำว่า “หงส์แดงพร้อมแล้ว”

นอกจากผลการแข่งขันที่ขาดลอย เกมนี้ให้มากกว่าสามแต้ม เพราะมันคือการยืนยัน “ตัวตน” ของลิเวอร์พูล—เกมรุกที่คม เกมที่คุมจังหวะได้ และความลึกของขุมกำลังที่ช่วยปิดเกมได้แม้เปลี่ยนตัว ยิ่งในช่วงที่แรงกดดันจากโปรแกรมในประเทศสูง การระเบิดฟอร์มในยุโรปคือแรงส่งชั้นดี ก่อนลุยรอบน็อกเอาต์ที่ทุกความผิดพลาดมีราคาแพง