วันที่ข่าว/วันที่แข่งขัน: 28 ธ.ค. 2025 (2568)
สนาม: —
ที่มา: Reuters
ภาพรวมการแข่งขัน
แอลจีเรียเดินหน้าสู่เป้าหมายแรกของทัวร์นาเมนต์ได้สำเร็จ หลังเฉือนชนะบูร์กินาฟาโซ 1-0 ในเกมที่เน้นความรัดกุมและวินัยเป็นหลัก จุดตัดสินเกิดขึ้นตั้งแต่ครึ่งแรก เมื่อแอลจีเรียได้จุดโทษและ ริยาด มาห์เรซ รับหน้าที่สังหารไม่พลาด กลายเป็นประตูโทนที่เปลี่ยนรูปเกมไปทันที
แม้สกอร์จะไม่ขาด แต่รูปเกมหลังขึ้นนำของแอลจีเรีย “คุมอารมณ์” ได้ดี เลือกจังหวะเล่นแบบไม่เสี่ยงเกินจำเป็น และเน้นการจัดระเบียบเกมรับเพื่อรับมือแรงปะทะของบูร์กินาฟาโซที่พยายามเร่งเกมกลับมาให้ได้ ผลการแข่งขันนัดนี้ทำให้แอลจีเรีย การันตีเข้ารอบ 16 ทีม แน่นอน และขยับสถานการณ์ลุ้นตำแหน่งแชมป์กลุ่มให้ได้เปรียบขึ้นแบบชัดเจน
ไฮไลท์สำคัญ
- มาห์เรซสังหารจุดโทษครึ่งแรก: ประตูเดียวของเกมมาจากลูกนิ่งที่กดดันสูง แต่ดาวเตะแอลจีเรียยังนิ่งพอจะยิงผ่านมือผู้รักษาประตูได้อย่างเด็ดขาด
- เกมหลังขึ้นนำของแอลจีเรีย: จากนั้นรูปแบบของแอลจีเรียคือ “ลดความเสี่ยง” เน้นครองบอลในจังหวะที่ปลอดภัย และพยายามปิดพื้นที่ระหว่างไลน์ให้แน่นที่สุด
- บูร์กินาฟาโซบุกหนักแต่เจาะไม่เข้า: คู่แข่งเพิ่มความเข้มข้นในครึ่งหลัง พยายามเปิดเกมกดดันใส่พื้นที่ริมเส้นและโยนบอลเข้ากรอบเขตโทษบ่อยขึ้น แต่ยังขาดความเฉียบคมในจังหวะสุดท้าย
จุดเปลี่ยนเกม
จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดคือ “จุดโทษในครึ่งแรก” เพราะหลังจากแอลจีเรียขึ้นนำ เกมจะเป็นแบบไหนก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจว่าจะบุกต่อหรือบริหารสกอร์ ซึ่งแอลจีเรียเลือกแผนที่ชัดเจน: ไม่เปิดหน้าแลก และเน้นควบคุมเกมให้คู่แข่งเล่นยากที่สุด
อีกจุดเปลี่ยนที่น่าสนใจคือช่วงกลางครึ่งหลังที่บูร์กินาฟาโซเริ่มเร่งสปีดเกมรุกมากขึ้น แอลจีเรียตอบสนองด้วยการถอยไลน์อย่างมีระบบ ไม่แตกตื่น และใช้การตัดฟาวล์ในจังหวะจำเป็นเพื่อหยุดโมเมนตัม ทำให้ช่วงที่คู่แข่ง “กำลังมา” ไม่ไหลต่อเนื่องจนกลายเป็นประตูตีเสมอ
ผู้เล่นเด่น
ริยาด มาห์เรซ คือชื่อแรกที่ต้องพูดถึง เพราะเป็นคนยิงประตูชัย และยังเป็นตัวตั้งตัวตีด้านขวาที่คอยดึงจังหวะเกมให้ทีมมีเวลาพักหายใจ อย่างไรก็ตาม เกมนี้ไม่ได้มีแค่คนยิงประตูที่โดดเด่น
- แนวรับแอลจีเรีย: จุดแข็งจริง ๆ ของเกมนี้คือการยืนตำแหน่ง การคุมพื้นที่หน้ากรอบเขตโทษ และการเคลียร์บอลจังหวะสำคัญ โดยเฉพาะช่วงท้ายเกมที่บูร์กินาฟาโซทุ่มบอลเข้าเขตโทษถี่ขึ้น
- มิดฟิลด์ตัวคุมจังหวะ: บทบาทสำคัญคือการคุมเกมไม่ให้แตก ช่วยปิดช่องระหว่างแดนกลาง-แนวรับ และทำให้ทีมยังมีทางเลือกเล่นบอลสั้นเพื่อลดแรงกดดัน
- บูร์กินาฟาโซ: แม้แพ้ แต่มีหลายช่วงที่สร้างความอันตรายได้จากการเติมเกมริมเส้นและลูกกลางอากาศ เพียงแต่ขาดคุณภาพจังหวะสุดท้าย ทั้งการจบสกอร์และการเลือกจ่ายในเขตอันตราย
แท็กติก
แอลจีเรียเลือกแท็กติก “คมแล้วคุม” อย่างชัดเจน หลังได้ประตูนำ ทีมไม่ได้เร่งเกมเพื่อยิงเพิ่มแบบสุดตัว แต่ปรับเป็นเกมที่เน้นสมดุล—มีการขึ้นเกมเป็นช่วง ๆ เพื่อไม่ให้ถูกบีบจนอยู่แต่หน้าเขตโทษของตัวเอง แต่ก็ไม่เปิดพื้นที่หลังไลน์รับให้คู่แข่งเล่นงาน
หัวใจของแผนคือ 3 เรื่อง:
- วินัยการยืนตำแหน่ง: ลดช่องว่างระหว่างไลน์ ไม่ปล่อยให้บูร์กินาฟาโซแทงทะลุช่องง่าย
- ปิดพื้นที่กลางกรอบ: ยอมให้คู่แข่งไปด้านข้างมากกว่าเข้ากลาง เพราะถ้าโดนเจาะกลางจะอันตรายสุด
- จัดการช่วงเวลา: เมื่อเกมนำอยู่ 1-0 การเลือกจังหวะคุมบอล การชะลอเกม และการเล่นบอลปลอดภัยสำคัญมาก แอลจีเรียทำส่วนนี้ได้ดีพอจะพาทีมเข้าเส้นชัย
ส่วนบูร์กินาฟาโซ เมื่อเป็นฝ่ายตามหลัง จึงต้องเพิ่มความเสี่ยง พยายามดันไลน์สูงและโจมตีจากด้านข้างมากขึ้น แต่การเร่งเกมทำให้จังหวะสุดท้ายต้องคมมากกว่านี้ ซึ่งวันนี้ยังไม่ถึงระดับที่จะเปลี่ยนสกอร์ได้
สรุปหลังเกม
ชัยชนะ 1-0 เหนือบูร์กินาฟาโซทำให้แอลจีเรีย การันตีเข้ารอบ 16 ทีม แบบไม่ต้องลุ้นให้เหนื่อย และยิ่งสำคัญเพราะส่งให้ทีมอยู่ในสถานการณ์ที่ “ได้เปรียบ” ในการลุ้นแชมป์กลุ่มอย่างมาก เกมถัดไปแอลจีเรียสามารถวางแผนได้ยืดหยุ่นขึ้น ทั้งการบริหารนักเตะ การจัดการความฟิต และการเลือกแท็กติกให้เหมาะกับคู่แข่ง
