BREAKING

วันที่เผยแพร่: 14 มกราคม 2569 (2026)
ที่มา: Reuters

มิเกล อาร์เตต้า ยอมรับว่าอาร์เซน่อลกำลังเจอกับ “โจทย์ใหญ่” เรื่องสภาพทีมในแนวรับ ก่อนเกมคาราบาวคัพ (EFL Cup) รอบรองชนะเลิศ เลกแรก ที่ต้องบุกไปเยือนเชลซีที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ คืนวันพุธที่ 14 มกราคม (คิกออฟ 20:00 น. ตามเวลาอังกฤษ) 

ประเด็นสำคัญคืออาร์เซน่อลมีผู้เล่นแนวรับบาดเจ็บต่อเนื่อง จนทำให้ทีมต้องเตรียมแผน “แก้ขัดเฉพาะหน้า” เพื่ออุดช่องโหว่ชั่วคราวในเกมใหญ่ระดับตัดเชือก ซึ่งผลการแข่งขันเลกแรกมักมีผลต่อภาพรวมทั้งสองนัดอย่างมาก 

ใครเจ็บ ใครต้องเช็กฟิต: อาร์เตต้าชี้ชัด “มีคนไม่พร้อมแน่ ๆ”

จากข้อมูลที่อาร์เตต้าให้กับสื่อ ปิเอโร่ ฮินคาปิเอ้ และ ริคคาร์โด้ คาลาฟิออรี่ “หมดสิทธิ์” ลงเล่นเกมนี้แน่นอน โดยฮินคาปิเอ้ได้รับบาดเจ็บจากเกมเสมอลิเวอร์พูล 0-0 ขณะที่คาลาฟิออรี่ยังมีปัญหาบาดเจ็บกล้ามเนื้อ 

นอกจากนี้ยังมีผู้เล่นที่อยู่ในสถานะ “ต้องลุ้น” อย่าง วิลเลียม ซาลิบา และ เลอันโดร ทรอสซาร์ด ที่ถูกระบุว่ายังไม่ชัวร์ว่าจะฟิตทันหรือไม่ ทำให้อาร์เตต้าต้องเตรียมแผนสำรองไว้มากกว่าปกติ 

ตัวเลือกแนวรับเหลือน้อย: ต้องพึ่งทั้งตัวหลักและดาวรุ่ง

เมื่อมีตัวเจ็บและตัวเช็กฟิตหลายราย Reuters ระบุว่าอาร์เซน่อลเหลือ “กองหลังชุดซีเนียร์” ให้ใช้งานจำกัด โดยรายชื่อที่อยู่ในกลุ่มตัวเลือกหลัก ๆ ประกอบด้วย กาเบรียล มากัลเญส, ไมล์ส ลูอิส-สเคลลี่, เบน ไวท์ และดาวรุ่งวัย 16 ปีอย่าง มาร์ลี แซลมอน 

ในภาพรวม นี่คือสถานการณ์ที่บีบให้ทีมอาจต้อง “ปรับตำแหน่ง” หรือใช้ผู้เล่นสารพัดประโยชน์มาช่วยยืนเกมรับ เพื่อประคองทีมให้ผ่านเลกแรกไปได้ด้วยสกอร์ที่ไม่เสียเปรียบ

แผนแก้ขัดที่เป็นไปได้: ยืดหยุ่นก่อนความสวยงาม

แก่นของเกมตัดเชือกเลกแรกคือ “ห้ามพลาดง่าย” โดยเฉพาะเกมเยือนทีมระดับท็อปอย่างเชลซี ความเป็นไปได้จึงอยู่ที่การจัดทีมให้รัดกุมขึ้น ลดพื้นที่หลังไลน์ และเพิ่มความปลอดภัยในจังหวะเปลี่ยนจากรุกเป็นรับ

เมื่อแนวรับขาดความต่อเนื่อง สิ่งที่มักถูกหยิบมาใช้คือ

  • การยืนตำแหน่งแบบ “ไม่เสี่ยง” (โซนไม่หลุด, ฟูลแบ็กไม่เติมพร้อมกัน)
  • ใช้กองกลางช่วยคุมพื้นที่หน้าแผงหลังมากขึ้น
  • เล่นบอลแรกให้ชัวร์ ลดการเสียบอลกลางสนามที่นำไปสู่สวนกลับ

ซึ่งทั้งหมดนี้สอดคล้องกับคำว่า “อาจต้องแก้ขัดเฉพาะหน้า” เพราะเป้าหมายหลักในเลกแรก คือทำให้เลกสองในบ้านยังอยู่ในสถานการณ์ที่คุมได้

แรงกระตุ้นของอาร์เซน่อล: “ล้างตา” จากความผิดหวังปีก่อน

อีกมุมที่ถูกพูดถึงคือแรงผลักดันของอาร์เซน่อลในรายการนี้ หลังฤดูกาลก่อนเคยตกรอบรองฯ ด้วยการแพ้นิวคาสเซิลแบบเจ็บปวด (แพ้ทั้งสองนัด) ซึ่งอาร์เตต้ามองว่าทีมต้องใช้ประสบการณ์นั้นเป็นบทเรียน และกลับมาให้ “มีประสิทธิภาพกว่าเดิม” ในเกมที่เดิมพันสูง 

คาราบาวคัพเป็นเส้นทางลัดสู่แชมป์ เพราะจากรอบรองฯ ไปถึงถ้วยจริง ๆ เหลืออีกเพียงไม่กี่ก้าว แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นรายการที่ความผิดพลาดเล็ก ๆ สามารถทำให้ความฝันพังได้ทันที โดยเฉพาะเมื่อสภาพทีมไม่สมบูรณ์

เชลซีภายใต้กุนซือใหม่: เกมแรก ๆ มักเดาทางยาก

ฝั่งเชลซีก็มีบริบทสำคัญ เพราะเพิ่งแต่งตั้ง เลียม โรซีเนียร์ เป็นเฮดโค้ช และกำลังอยู่ในช่วงวางระบบ/ประเมินขุมกำลัง
สำหรับทีมเยือนอย่างอาร์เซน่อล การเจอคู่แข่งที่เพิ่งเปลี่ยนมือคุมทีม ทำให้ “เดาแผนยากขึ้น” และต้องเน้นความละเอียด โดยเฉพาะการรับมือการเพรสซิ่งและการเปลี่ยนจังหวะเกมในช่วงต้น ๆ ที่เจ้าถิ่นมักเร่งเครื่องสร้างโมเมนตัม

สรุปก่อนเกม

อาร์เซน่อลของอาร์เตต้าต้องเจอความท้าทายชัดเจนในแนวรับก่อนบุกเชลซีรอบรองฯ เลกแรก ด้วยตัวเจ็บที่ยืนยันแล้วและตัวหลักที่ยังต้องเช็กความฟิต ส่งผลให้มีโอกาสสูงที่ทีมต้อง “ปรับตำแหน่ง” และเลือกแนวทางเล่นที่เน้นความปลอดภัยมากขึ้น เพื่อรักษาสถานการณ์ให้กลับไปตัดสินกันได้ในเลกสอง