ที่มา: The Guardian
วันที่เผยแพร่: 23 ธันวาคม 2025
คริสตัล พาเลซ มีคิวบุกไปเยือนอาร์เซน่อลในศึก คาราบาวคัพ รอบ 8 ทีมสุดท้าย ที่เอมิเรตส์ สเตเดียม คืนวันอังคารที่ 23 ธันวาคม (ตามเวลาอังกฤษ) โดย โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ ย้ำชัดว่าอยากพาทีม “ล้างตา” จากความทรงจำปีก่อน แม้ยอมรับว่าสภาพร่างกายลูกทีมเริ่มล้าจากโปรแกรมที่อัดแน่นต่อเนื่อง
เกมนี้ถูกมองว่าอาร์เซน่อลได้เปรียบทั้งเรื่องขุมกำลังและฟอร์มในลีก แต่พาเลซมีแรงจูงใจสูง เพราะนอกจากจะเป็นเกมลุ้นตั๋วรอบรองฯ แล้ว ยังเป็นโอกาสแก้มือจากนัดที่เคยมีดราม่าในรายการเดียวกันเมื่อฤดูกาลก่อน
“เราไม่เลือกแพ้” กลาสเนอร์ย้ำเอาจริงทุกถ้วย
ประเด็นที่กลาสเนอร์พูดชัดที่สุด คือพาเลซจะไม่ยอม “จัดลำดับความสำคัญแบบปล่อยถ้วย” แม้ทีมยังอยู่บนเส้นทางของหลายรายการ โดยเขาตอบโต้แนวคิดที่ว่าควรพักเพื่อไปโฟกัสรายการอื่นแบบตรงไปตรงมา หลังเกมลีกที่ทีมเพิ่งโดนลีดส์ถล่ม 4-1 ว่า ถ้ามีใครสั่งให้ทีมแพ้แบบตั้งใจ “วันรุ่งขึ้นเขาคงไม่ใช่ผู้จัดการทีมแล้ว”
นี่สะท้อนแนวทางทำทีมของเขาที่ต่างจากยุคก่อนอย่างชัดเจน เพราะกลาสเนอร์มักเลือกส่งตัวหลักลงทำผลงานในบอลถ้วยอย่างจริงจัง และความ “เอาจริง” นี้เองทำให้พาเลซมาถึงรอบลึก ๆ ได้บ่อยขึ้นในช่วงหลัง
เหตุผลที่พูดคำว่า “ล้างตา”: แผลเก่าจากปีที่แล้ว
คำว่า “ล้างตา” ไม่ได้มาแบบลอย ๆ เพราะในรอบ 8 ทีมของคาราบาวคัพเมื่อ ธันวาคม 2024 พาเลซเคยแพ้อาร์เซน่อล 3-2 จากแฮตทริกของ กาเบรียล เชซุส และยังถูกพูดถึงเรื่องจังหวะก้ำกึ่งที่พาเลซมองว่าเสียเปรียบ โดยเฉพาะบริบทที่เกมนั้น “ไม่มี VAR” และเกมนัดนี้ก็ยังอยู่ภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน
สำหรับกลาสเนอร์ นี่คือความทรงจำที่อยากลบออกไปให้ได้ เพราะพาเลซเคยขึ้นนำในเกมนั้นและมีช่วงที่คุมสถานการณ์ได้ ก่อนจะโดนพลิกกลับมาจบด้วยความผิดหวัง
ปัญหาใหญ่พาเลซก่อนเตะ: “ล้า” เพราะฤดูกาลยาวกว่าที่เคย
อีกมุมที่ทำให้เกมนี้น่าติดตามคือ “สภาพทีม” พาเลซต้องลงเตะถี่ยิบ และเกมนี้ถูกนับว่าเป็น นัดที่ 29 ของฤดูกาล ของพวกเขาแล้ว ซึ่งกลาสเนอร์ยอมรับว่าหลายคนแทบไม่ได้พักเลย โดยเฉพาะปีนี้พาเลซมีภารกิจฟุตบอลยุโรปเป็นครั้งแรก และความเหนื่อยสะสมเริ่มออกอาการ
ตัวอย่างชัดคือเกมล่าสุดที่แพ้ลีดส์ 1-4 ซึ่งพาเลซเสียถึงสี่ประตูจากลูกตั้งเตะในแบบที่ “ไม่ค่อยเกิดขึ้น” กับทีมของกลาสเนอร์ และเจ้าตัวก็ยอมรับว่าแม้อยากพัก แต่จำเป็นต้องส่งผู้เล่นชุดใหญ่ลงเป็นแกน เพราะถ้าโรเตชันหนักเกินไปอาจยิ่งเสี่ยง
ก่อนหน้านี้ในเกมยุโรป พาเลซเคยโรเตชันยกชุดจนมีดาวรุ่งหลายคนลงเล่น (รวมถึงวัยรุ่นหลายราย) ในเกมเสมอ KuPS 2-2 เพื่อถนอมตัวหลักไว้แล้ว ซึ่งสะท้อนว่าทีมต้อง “บริหารแรง” แบบจริงจังในช่วงนี้
ฝั่งอาร์เซน่อลก็ต้องระวัง “ผลข้างเคียง” จากโปรแกรมถี่
แม้อาร์เซน่อลดูพร้อมกว่า แต่ฝั่ง มิเกล อาร์เตต้า เองก็มีบทเรียนจากซีซันก่อน เมื่อ บูคาโย ซาก้า เคยเจ็บแฮมสตริงในช่วงโปรแกรมถี่ใกล้เคียงกัน (หลังเกมกับพาเลซ) ซึ่งส่งผลต่อความต่อเนื่องของทีมในช่วงลุ้นแชมป์
อาร์เตต้าจึงต้องบาลานซ์ระหว่าง “อยากได้ถ้วย” กับ “ต้องถนอมทีม” แต่เจ้าตัวก็ย้ำว่าคือโอกาสสำคัญในการไปถึงรอบรองฯ และทีมพร้อมลุยเต็มที่
ชื่อที่ถูกพูดถึง: เชซุสมีลุ้นออกสตาร์ต—พาเลซก็จำฝังใจ
ไฮไลต์ที่หลายคนจับตา คือ กาเบรียล เชซุส ที่เป็นคนยิงแฮตทริกใส่พาเลซในรอบนี้เมื่อปีที่แล้ว และกำลังกลับมาเป็นตัวเลือกสำคัญอีกครั้ง โดยรายงานระบุว่าเขามีลุ้นได้ออกสตาร์ต และหากลงสนามจะเป็นหมุดหมายสำคัญในเส้นทางกับสโมสร (นับเป็นเกมลำดับสำคัญของเจ้าตัวกับอาร์เซน่อล)
ขณะเดียวกัน อาร์เซน่อลอาจใช้เกมนี้เป็นพื้นที่ให้แข้งดาวรุ่งหรือผู้เล่นที่ต้องการจังหวะ เช่น อีธาน เอ็นวาเนรี ได้โอกาสมากขึ้นในแนวรุกตามการโรเตชันของอาร์เตต้า
ภาพเกมที่คาด: อาร์เซน่อลครองบอล—พาเลซวัดใจเกมรับและลูกตั้งเตะ
หากมองเชิงแท็กติก ภาพที่เป็นไปได้คืออาร์เซน่อลจะพยายามคุมจังหวะ ครองพื้นที่แดนกลางและกดสูงตามสไตล์ ส่วนพาเลซน่าจะเน้นความรัดกุม ลดความผิดพลาด และหาจังหวะสวนกลับ/ลูกนิ่งให้มีคุณภาพที่สุด โดยประเด็น “ลูกตั้งเตะ” น่าถูกหยิบมาพูดถึงเป็นพิเศษ เพราะพาเลซเพิ่งพลาดหนักมา และอาร์เซน่อลเองก็ขึ้นชื่อเรื่องความอันตรายในจังหวะลูกนิ่งหลายช่วงของฤดูกาล
อีกสิ่งที่ทำให้เกมนี้อาจ “ตึงมือกว่าที่คิด” คือแรงจูงใจของพาเลซที่มาเพื่อแก้มือโดยตรง ต่อให้สภาพทีมล้าแค่ไหน เกมน็อกเอาต์นัดเดียวสามารถชี้ชะตาได้จากรายละเอียดเล็ก ๆ เพียงครั้งเดียว
สรุป
คาราบาวคัพคืนวันที่ 23 ธ.ค. นี้ จึงไม่ใช่แค่เกมบอลถ้วยธรรมดา แต่เป็นเกมที่มีทั้งเรื่อง “ล้างตา”, ความล้าจากโปรแกรมถี่ และบททดสอบการโรเตชันของสองทีม โดยกลาสเนอร์ส่งสัญญาณชัดว่าจะไม่ยอมแพ้เพราะสภาพทีม และพร้อมท้าชนอาร์เซน่อลเพื่อเปลี่ยนบทสรุปจากปีก่อนให้ได้
