ที่มา: Reuters
วันที่เผยแพร่: 6 มกราคม 2026 (เวลาไทย)

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดประกาศแยกทางกับ รูเบน อโมริม พ้นตำแหน่งเฮดโค้ช หลังเข้ามาคุมทีมราว 14 เดือน ท่ามกลางผลงานที่แกว่งต่อเนื่อง กระแสกดดันจากแฟนบอล และความคาดหวังเรื่องการกลับไปอยู่ในเส้นทางลุ้นพื้นที่แชมเปียนส์ลีกให้ได้อย่างจริงจัง
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของฤดูกาล โดยรายงานจากหลายสำนักชี้ตรงกันว่า ยูไนเต็ดต้องการ “รีเซ็ตทิศทาง” เพื่อรักษาโอกาสลุ้นท็อปโฟร์/ท็อปไฟว์ (โควตายุโรปตามเงื่อนไข) และลดแรงสั่นสะเทือนจากความไม่คงเส้นคงวาที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ตลอดยุคหลังเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน
ไทม์ไลน์: จากความหวังสู่การปิดฉากใน 14 เดือน
อโมริมถูกดึงเข้ามาเป็นกุนซือของยูไนเต็ดในช่วง พฤศจิกายน 2024 (ตามแถลงการณ์สโมสร) เพื่อพาทีมกลับสู่มาตรฐานลุ้นแชมป์และเล่นฟุตบอลอย่างมีระบบ แต่การทำงานตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาเต็มไปด้วยความผันผวนทั้งเรื่องผลการแข่งขันและบรรยากาศภายใน
รายงาน Reuters ระบุว่า ยูไนเต็ดเลือกปลดอโมริมหลังช่วงผลงานไม่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะสถิติโดยรวมที่ถูกวิจารณ์หนัก และฟอร์มในลีกที่ไม่ตอบโจทย์ “ทีมระดับลุ้นแชมป์” อย่างที่แฟนบอลคาดหวัง
เหตุผลหลักที่ถูกพูดถึง: ผลงานแกว่ง + แรงกดดันเป้าหมาย UCL
ภาพรวมจากรายงาน Reuters และ Financial Times สะท้อนว่า จุดที่ทำให้การตัดสินใจครั้งนี้ชัดขึ้น คือ ความไม่คงเส้นคงวา ในสนาม และแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากเป้าหมายการกลับไปเล่น ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ให้ได้
Reuters ยังรายงานรายละเอียดเชิงสถิติที่น่ากังวล เช่น “อัตราชนะ” ในช่วงคุมทีมที่ถูกมองว่าไม่ผ่านมาตรฐานของยูไนเต็ด และปัญหาเกมรับ-มิดฟิลด์ที่แก้ไม่ตก แม้จะมีการเสริมทัพระดับหนึ่งแล้วก็ตาม
เบื้องหลังที่ไม่ใช่แค่เรื่องในสนาม: แรงเสียดทานเรื่องบทบาทและนโยบายซื้อขาย
อีกด้านที่ถูกหยิบขึ้นมาอย่างมากคือ “มิติการบริหาร” โดย The Guardian รายงานว่า อโมริมมีความตึงเครียดกับฝ่ายบริหารเกี่ยวกับ นโยบายซื้อขายนักเตะ และอำนาจการตัดสินใจ โดยเฉพาะในช่วงตลาดเดือนมกราคมที่กำลังมาถึง ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในชนวนสำคัญที่ทำให้รอยร้าวชัดขึ้น
ภาพรวมคือ การคุมทีมสมัยใหม่ไม่ได้วัดกันที่แท็กติกอย่างเดียว แต่ยังรวมถึง “การทำงานร่วมกับโครงสร้างสโมสร” และเมื่อความเห็นไม่ลงตัว ผลลัพธ์ในสนามยิ่งทำให้แรงกดดันทวีคูณ
เสียงแฟนบอลแตก: โล่งใจ vs กังวลว่าวนลูปเดิม
กระแสแฟนบอลหลังข่าวปลดถูกอธิบายว่า “แตกออกเป็นสองขั้ว” ฝั่งหนึ่งมองว่าเป็นการตัดสินใจที่จำเป็น เพราะทีมไม่ควรปล่อยให้ความแกว่งลากยาวจนเสียเป้าหมายฤดูกาล แต่อีกฝั่งกังวลว่านี่คือ “ตอนใหม่ของปัญหาเดิม” เพราะยูไนเต็ดเปลี่ยนผู้จัดการหลายครั้งหลังปี 2013 แต่ก็ยังไม่กลับมานิ่งแบบยั่งยืน
นั่นทำให้คำถามสำคัญย้ายจาก “ปลดแล้วดีขึ้นไหม” ไปเป็น “โครงสร้างและแนวทางของสโมสรชัดพอหรือยัง” ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่องในยุคที่เซอร์จิม แรตคลิฟฟ์ และ INEOS เข้ามามีบทบาทด้านฟุตบอลมากขึ้น
ใครคุมทีมต่อ: ตั้ง “ดาร์เรน เฟล็ตเชอร์” รักษาการ
รายงานจาก Reuters และสื่ออังกฤษระบุว่า ยูไนเต็ดให้ ดาร์เรน เฟล็ตเชอร์ รับบทบาทคุมทีมแบบชั่วคราวระหว่างรอการตัดสินใจเรื่องกุนซือถาวร
การตั้งกุนซือชั่วคราวในจังหวะนี้มักมีโจทย์ชัด 2 อย่าง
- ประคองผลลัพธ์ให้ทันเป้าหมายระยะสั้นในลีก
- ลดความปั่นป่วนในห้องแต่งตัว เพื่อให้ทีม “กลับมาชนะให้ได้ก่อน” แล้วค่อยวางอนาคตระยะยาว
เฟสต่อไปของยูไนเต็ด: เลือก “คนใหม่” ให้เข้ากับทิศทางทั้งสโมสร
The Guardian รายงานว่า ยูไนเต็ดเริ่มขยับเรื่องแคนดิเดตกุนซือรายใหม่แล้ว แต่ยัง “ไม่ฟันธง” เพราะต้องดูความเหมาะสมด้านเวลาและความพร้อมของตัวเลือก
ขณะที่ Financial Times ชี้ว่า ยุคใหม่ของยูไนเต็ดภายใต้แรตคลิฟฟ์คือการพยายาม “จัดระเบียบโครงสร้างฟุตบอล” ตั้งแต่ฝ่ายบริหาร ไปจนถึงการวางแผนระยะยาว ซึ่งการเลือกเฮดโค้ชคนถัดไปจึงถูกจับตาว่าจะเป็นการเลือกที่ “เข้าระบบ” มากขึ้น ไม่ใช่แค่ชื่อดังหรือกระแสชั่วคราว
สรุป
การปลด รูเบน อโมริม หลังคุมทีมราว 14 เดือน เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ใหญ่ของพรีเมียร์ลีกและวงการฟุตบอลอังกฤษ เพราะสะท้อนทั้งแรงกดดันเรื่อง “ผลลัพธ์ทันที” และโจทย์ระยะยาวของแมนฯ ยูไนเต็ดที่ยังตามหาความนิ่งไม่เจอจากนี้ สิ่งที่แฟนบอลจะจับตาไม่ใช่แค่ “ใครมาแทน” แต่คือ ยูไนเต็ดจะสามารถทำให้การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ พาทีมกลับสู่มาตรฐานเดิมได้จริง หรือสุดท้ายจะกลายเป็นการเปลี่ยนโค้ชเพื่อเริ่มวงจรเดิมอีกครั้ง
