BREAKING

วันที่แข่งขัน: 17 ธันวาคม 2025
สนาม: เอสตาดิโอ มูนีซีปัล เอล ปราโด้ (Municipal El Prado)
ที่มาไฮไลท์: Reuters

ภาพรวมการแข่งขัน

เรอัล มาดริด เกือบเจองานหินกว่าที่หลายคนคาด เมื่อบุกไปเฉือนชนะ ตาลาเบร่า เด ลา เรนญ่า 3-2 ในศึกโกปา เดล เรย์ รอบ 32 ทีมสุดท้าย พร้อมการันตีตั๋วสู่รอบ 16 ทีมแบบหืดขึ้นคอ แม้ภาพรวมเกมจะเป็นฝ่ายครองบอลและสร้างโอกาสได้มากกว่า แต่ความผิดพลาดเล็ก ๆ และความฮึดของเจ้าถิ่นทำให้ช่วงท้ายเกมกลายเป็น “คัพไท” ที่เดือดจนเกือบมีดราม่าถล่มยักษ์ 

ไฮไลท์สำคัญคือ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ ที่ทำคนเดียว 2 ประตูในเกมนี้ และขยับสถิติยิงรวมตลอดปี 2025 ไปที่ 58 ประตู เหลืออีกเพียง 1 ลูกจะเทียบสถิติสูงสุดตลอดปีของเรอัล มาดริดที่ คริสเตียโน โรนัลโด้ทำไว้ 59 ประตูในปี 2013 

ไฮไลท์สำคัญ

เกมนี้มาดริดค่อย ๆ กดดันจนมาได้ประตูปลดล็อกจากจังหวะในเขตโทษ ก่อนผู้ตัดสินชี้เป็นจุดโทษ และเอ็มบัปเป้รับหน้าที่สังหารไม่พลาดในนาทีที่ 41 ให้ทีมเยือนขึ้นนำ 1-0 

จากนั้นช่วงทดเจ็บครึ่งแรก (45+1) มาดริดได้ประตูหนีห่างเป็น 2-0 จากจังหวะที่เอ็มบัปเป้มีส่วนในเกมรุก ก่อนบอลไปแฉลบเข้าประตูจาก การทำเข้าประตูตัวเองของ มานูเอล ฟาร์รานโด้ ทำให้จบครึ่งแรก “ราชันชุดขาว” คุมสถานการณ์ได้เปรียบ 

ครึ่งหลังตาลาเบร่าไม่ยอมง่าย ๆ และไล่มาเป็น 2-1 ในนาทีที่ 80 จาก นาฮูเอล อาร์โรโย จุดประกายความหวังเจ้าถิ่น ก่อนที่เอ็มบัปเป้จะยิงประตูที่สองของตัวเองในนาทีที่ 88 (ทำให้สกอร์ห่าง 3-1) จากลูกยิงไกล/จังหวะจบสกอร์ที่สร้างความแตกต่าง ซึ่งรายงานระบุว่ามีความผิดพลาดของผู้รักษาประตูเจ้าถิ่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย 

อย่างไรก็ตาม เกมยังไม่จบ! ตาลาเบร่ามาได้ประตูไล่มา 3-2 ในช่วงทดเจ็บนาที 90+1 จาก กอนซาโล ดิ เรนโซ ทำให้ช่วงเวลาที่เหลือตึงเครียดสุด ๆ แต่เรอัล มาดริดประคองตัวรอดจนเสียงนกหวีดสุดท้ายดังขึ้น 

จุดเปลี่ยนเกม

จุดเปลี่ยนแรกคือ “ประตูที่สองก่อนหมดครึ่งแรก” เพราะการนำ 2-0 ทำให้มาดริดเปลี่ยนจากเกมที่ต้องเร่งทำประตูมาเป็นเกมที่คุมจังหวะและเลือกเล่นให้รัดกุมมากขึ้น ซึ่งตามรายงาน มาดริดมีการโรเตชันบางตำแหน่งในเกมนี้เพื่อบริหารความฟิต แต่ความรัดกุมช่วงครึ่งหลังกลับลดลงจนเปิดช่องให้เจ้าถิ่นไล่กดดันได้ 

จุดเปลี่ยนที่สองเกิดในช่วงท้ายเกม เมื่อมาดริดโดนไล่มา 2-1 แล้วต้องอาศัย “ความเด็ดขาดของเอ็มบัปเป้” ยิงให้หายใจสะดวกเป็น 3-1 แต่การเสียประตู 3-2 ทันทีในช่วงทดเจ็บทำให้ภาพรวมจากเกมที่น่าจะปิดได้สบาย กลายเป็นเกมที่ต้องประคองแบบเสียววาบจนวินาทีสุดท้าย 

ผู้เล่นเด่น

คีลิยัน เอ็มบัปเป้ – 2 ประตูเต็ม ๆ และเป็นคนพาทีม “รอด” จากเกมที่กำลังไหลไปสู่ความกดดันหนัก ช่วงครึ่งแรกเขายืนตำแหน่งฉลาด ขยับหาพื้นที่เก็บจังหวะสองได้ดี ส่วนครึ่งหลังยิ่งเห็นชัดว่าเมื่อทีมต้องการคนจบสกอร์ในเวลาสำคัญ เขาคือคำตอบที่เชื่อถือได้ 

มานูเอล ฟาร์รานโด้ (ตาลาเบร่า) – แม้จะโชคร้ายทำเข้าประตูตัวเอง แต่ภาพรวมเกมรับของเจ้าถิ่นยืนสู้กับแนวรุกระดับท็อปได้ดีหลายช่วง โดยเฉพาะการถอยบล็อกเป็นชั้น ๆ และแพ็กโซนหน้าเขตโทษ ทำให้มาดริดไม่ได้มีโอกาสจบง่ายตลอดทั้งเกม 

นาฮูเอล อาร์โรโย / กอนซาโล ดิ เรนโซ – สองคนที่ทำให้เกมนี้เกือบกลายเป็นเรื่องใหญ่ของบอลถ้วย เจ้าถิ่นไม่ปล่อยให้เกมตาย แม้ตามหลัง 0-2 ก็ยังหาโมเมนตัมกลับมาได้ และเกือบลากเรื่องไปไกลกว่านั้นหากมีเวลาเพิ่มอีกนิด 

แท็กติก

มาดริดเริ่มเกมด้วยการคุมบอลบุกเป็นหลัก พยายามดึงแนวรับตาลาเบร่าให้ยุบเข้ากลาง แล้วหาช่องยิง/แทงทะลุในพื้นที่ครึ่งช่อง (half-space) ซึ่งได้ผลพอสมควรจนสร้างสถานการณ์นำ 2-0 ก่อนพักครึ่ง

แต่ครึ่งหลังเมื่อความเข้มข้นในการเพรสลดลง และแนวรับมีจังหวะหลุดโฟกัส ทำให้ตาลาเบร่ากลับมาสู้ได้ โดยเฉพาะการเร่งเกมฝั่งกว้างและการใส่บอลเร็วเข้าพื้นที่สุดท้าย เกมจึงพลิกเป็นรูป “มาดริดคุมเกม แต่ตาลาเบร่าคุมอารมณ์ความมัน” ในช่วงท้าย และบังคับให้ทีมเยือนต้องเน้นเซฟผลมากกว่าจะเล่นสวย 

สรุปหลังเกม

เรอัล มาดริด ได้สิ่งที่ต้องการคือ การผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย แต่เกมนี้ก็เป็นสัญญาณเตือนชัดเจนว่าในบอลถ้วย “ความผิดพลาดเล็ก ๆ” สามารถเปลี่ยนความสบายให้เป็นความระทึกได้ทันที โดยเฉพาะเมื่อเจอทีมที่เล่นด้วยหัวใจและไม่มีอะไรจะเสีย ในมุมของเอ็มบัปเป้ ชัยชนะเกมนี้ไม่ได้มีแค่ตั๋วเข้ารอบ แต่ยังทำให้เขาเข้าใกล้สถิติประวัติศาสตร์ของสโมสรอีกก้าว ด้วยการยิงรวมปี 2025 เป็น 58 ประตู เหลืออีกเพียงลูกเดียวจะเทียบสถิติของโรนัลโด้ และยังมีโอกาส “ลุ้นทำลาย” ในเกมลาลีกานัดถัดไปตามรายงานข่าว