BREAKING

วันที่: 23 มกราคม 2569
ที่มา: premierleague

ช่วงปลายเดือนมกราคมคือจังหวะที่ “ตลาดหน้าหนาว” เริ่มเดือดแบบจริงจัง เพราะหลายทีมเริ่มเห็นชัดแล้วว่า จุดรั่วของทีมอยู่ตรงไหน และอะไรคือสิ่งที่ต้องแก้ด่วนเพื่อให้ครึ่งหลังของฤดูกาลไปได้ไกลกว่าเดิม

พรีเมียร์ลีกเองก็ทำบทวิเคราะห์แบบ “สโมสรต่อสโมสร” ว่า แต่ละทีมควรเสริมตำแหน่งใด โดยภาพรวมมีธีมเดียวกันชัดมาก: ทีมที่อยากลุ้นเป้าหมายใหญ่ (แชมป์/ยุโรป) ต้องเพิ่มความลึกเพื่อโรเตชัน ขณะที่ทีมโซนล่างต้อง “เติมทันที” เพื่อเอาคะแนนหนีตกชั้นให้ได้ตั้งแต่เดือนแรกของครึ่งฤดูกาล 

เดดไลน์ปีนี้ปิดเมื่อไหร่? (รู้ไว้เผื่อทำข่าวนับถอยหลัง)

ตลาดซื้อขายมกราคม 2026 เปิดตั้งแต่ 1 ม.ค. และจะปิดที่ 19:00 GMT วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ (เลื่อนจาก 31 ม.ค. เพราะตรงกับสุดสัปดาห์) ซึ่งคิดเป็นเวลาไทยประมาณ 02:00 น. ของวันที่ 3 กุมภาพันธ์
หลังปิดตลาด สโมสรต้องอัปเดตรายชื่อทีมสำหรับครึ่งหลังของฤดูกาลอีกครั้ง นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม “วันสุดท้าย” มักเกิดดีลเร่งด่วนแบบนาทีสุดท้ายเสมอ 


3 เหตุผลที่ทำให้ตลาดหน้าหนาวปีนี้ “เผ็ด” กว่าที่คิด

1) โปรแกรมถี่ = ความเสี่ยงแต้มหล่น

ไม่ใช่แค่คุณภาพ 11 ตัวจริง แต่คือ “คุณภาพของตัวสำรอง” เพราะถ้าเจอช่วงเตะถี่แล้วตัวหลักกรอบ/เจ็บ การเสียแต้มเกิดขึ้นได้ทันที หลายสโมสรจึงมองหาแข้งที่ “ลงมาแล้วมาตรฐานไม่ตก” มากกว่าซื้อเพื่ออนาคตอย่างเดียว 

2) ปัญหาตำแหน่งเฉพาะทางเริ่มชัด

บางทีมาตรฐานดี แต่มี “ตำแหน่งเดียว” ที่เป็นคอขวด เช่น แบ็กที่เติมเกมไม่ได้, กองหน้าที่ไม่มีตัวเปลี่ยนเกมจากม้านั่ง, เซ็นเตอร์ฝั่งถนัดที่ขาดแล้วเกมพัง เป็นต้น 

3) ทีมลุ้นหนีตกชั้นต้องการ “ประตู” และ “ความสร้างสรรค์”

โซนล่างมักมีปัญหาเหมือนกันคือ “ยิงไม่พอ” หรือ “สร้างโอกาสน้อย” พรีเมียร์ลีกชี้ชัดว่าหลายทีมต้องเติมเกมรุกแบบยกเครื่อง ไม่อย่างนั้นการหนีตกชั้นจะยากขึ้นเรื่อย ๆ 


สรุปแนวโน้ม “ทีมกลุ่มเป้าหมายต่างกัน ต้องเสริมต่างกัน”

กลุ่มลุ้นแชมป์/ลุ้นหัวตาราง: เติมความลึก + ปิดจุดเสี่ยง

  • อาร์เซนอล ถูกชี้ว่าอาจต้องมองหา “มิดฟิลด์ตัวคุมจังหวะ/สำรองเบอร์ 6” เพราะตัวหลักลงเล่นนาทีสูงมาก และความล้าอาจกลายเป็นปัญหาในช่วงหลังฤดูกาล 
  • ลิเวอร์พูล ถูกโยงกับความจำเป็นเรื่อง “เซ็นเตอร์แบ็ก” เพื่อเพิ่มความนิ่ง และลดความเสี่ยงจากความผิดพลาด/พื้นที่ฝั่งขวาที่ถูกโจมตีบ่อย 
  • แมนฯ ซิตี้ ถูกมองว่าควรเติม “แบ็กขวา” แบบธรรมชาติ เพราะการใช้งานมิดฟิลด์ไปยืนฟูลแบ็กยังมีจุดเปราะในเกมรับ 

ภาพรวมของทีมกลุ่มนี้: ไม่จำเป็นต้องซื้อ “หลายคน” แต่ต้องซื้อ “ให้ตรงจุด” เพื่อให้ทีมสมบูรณ์พอจะลากยาวจนจบฤดูกาล

กลุ่มลุ้นยุโรป/ท็อปโฟร์: ต้องมี “Plan B” เกมรุก

  • แอสตัน วิลล่า ถูกชี้ว่าควรมีกองหน้าลักษณะ “จบในกรอบแบบ poacher” เพื่อแบ่งภาระตัวหลักและเพิ่มความหลากหลายของการเข้าทำ 
  • เชลซี ถูกพูดถึงว่าขาด “ความหลากหลายในพื้นที่สุดท้าย” และอาจต้องการปีกที่เล่นเข้าใน/สร้างสรรค์เกมเพื่อแบ่งงานจากตัวทำเกมหลัก 
  • ฟูแล่ม ถูกมองว่าควรเติมกองหน้าอีกแบบหนึ่งเพื่อเป็นตัวเปลี่ยนเกมจากม้านั่ง เพราะทีมชนะเฉือนบ่อยและค่า xG ไม่สูงมาก 

ภาพรวมของทีมกลุ่มนี้: ถ้าอยากเก็บแต้มสม่ำเสมอ ต้องมีตัวเลือกแก้เกม ไม่ใช่ยึดสูตรเดิมตลอด

กลุ่มกลางตาราง: แก้ “จุดพังซ้ำ ๆ” ให้ได้ก่อน

  • บอร์นมัธ ถูกชี้ว่าแนวรับมีปัญหาและความล้าจากขุมกำลังไม่ใหญ่ ทำให้ควรหาเซ็นเตอร์ที่คุมไลน์และเป็น “ผู้นำเกมรับ” 
  • เอฟเวอร์ตัน ถูกมองว่าควรเติมแบ็กขวาที่เติมเกมได้ และทีมโดยรวมต้องเพิ่ม “ความลึก” เพราะใช้งานผู้เล่นชุดเดิมซ้ำมาก 
  • นิวคาสเซิล ถูกชี้ว่าตัวเจ็บในแนวรับเยอะ ทำให้ตำแหน่งฟูลแบ็กและการมีตัวสำรองที่พอใช้ได้คือโจทย์สำคัญ 

ภาพรวมของทีมกลุ่มนี้: ไม่จำเป็นต้องช้อปใหญ่ แต่ต้องซื้อเพื่อ “หยุดเลือดไหล” ในจุดเดิม ๆ

กลุ่มหนีตกชั้น: ต้องเติมเกมรุกแบบ “เอาไปใช้ได้ทันที”

  • คริสตัล พาเลซ ถูกชี้ว่าขาดความสร้างสรรค์และประตู ต้องการแนวรุกริมเส้น/ตัวปั้นเกมที่มีไอเดียและจบสกอร์ได้ 
  • วูล์ฟส์ ถูกมองว่าเกมรุกขาดความอันตรายอย่างหนัก และจำเป็นต้องเสริมผู้เล่นเกมรุกเพื่อเพิ่มความสร้างสรรค์และจำนวนประตู 

ภาพรวมของทีมกลุ่มนี้: ตลาดหน้าหนาวคือ “โอกาสสุดท้าย” ของหลายทีม เพราะแต้มที่หล่นในช่วงก.พ.-มี.ค. มักเอาคืนยาก


มุมมองแท็กติก: ถ้าจะเสริมให้คุ้ม ต้องตอบ 4 คำถามนี้

  1. ต้องการ “ตัวจริง” หรือ “ตัวโรเตชันคุณภาพ”
    ทีมลุ้นแชมป์มักต้องการตัวโรเตชันที่ไว้ใจได้ ส่วนทีมหนีตกชั้นต้องการตัวจริงที่ลงแล้วเปลี่ยนเกมได้ทันที
  2. ปัญหาเป็นเรื่อง “คุณภาพ” หรือ “โครงสร้างระบบ”
    บางทีมาซื้อกองหน้าเพิ่ม แต่ต้นเหตุคือบอลไปไม่ถึงพื้นที่สุดท้าย แบบนี้ต้องแก้ที่มิดฟิลด์หรือฟูลแบ็กก่อน
  3. ซื้อขาด vs ยืมตัว
    ตลาดหน้าหนาวราคาแพง การยืมตัวแบบมีออปชันซื้อคือทางออกของหลายสโมสร โดยเฉพาะทีมที่ต้อง “แก้เฉพาะหน้า”
  4. ตัวเจ็บ/โปรแกรมถี่ทำให้ต้องเผื่อกี่ตำแหน่ง
    หากทีมมีตัวเจ็บแนวรับหลายราย การเติมแค่ 1 คนอาจไม่พอ เพราะเกมถี่ทำให้ความเสี่ยงเกิดซ้ำได้

สรุป

ภาพรวมจากบทวิเคราะห์พรีเมียร์ลีกชัดเจนว่า ตลาดหน้าหนาวปีนี้ไม่ได้แข่งกันที่ “ใครซื้อแพงกว่า” แต่แข่งกันที่ ใครอ่านปัญหาทีมตัวเองออก และเติมให้ตรงจุดที่สุดก่อนเดดไลน์ โดยเฉพาะความเสี่ยงจากโปรแกรมถี่ที่ทำให้เรื่องโรเตชันกลายเป็นหัวใจหลักของครึ่งฤดูกาลหลัง