ที่มา: The Guardian
วันที่แข่งขัน: 7 มกราคม 2569
วันที่เผยแพร่: 8 มกราคม 2569

คืนวันที่ 7 มกราคม ถูกยกให้เป็นคืน “บ้าคลั่ง” ของพรีเมียร์ลีกแบบไม่เกินจริง เมื่อ 8 คู่ยิงรวมกันถึง 26 ประตู เกมพลิกไปมาแทบทุกสนาม และหลายผลการแข่งขันกระทบทั้งโซนลุ้นแชมป์ โซนยุโรป ไปจนถึงท้ายตารางแบบเห็นภาพชัด
ไฮไลต์ของคืนเดียวกันนี้ชัดเจน: นิวคาสเซิลยิงชัยนาที 102 เฮสุดดราม่า, แมนฯ ซิตี้สะดุดอีก ได้แค่เสมอไบรท์ตัน, เชลซีแพ้ฟูแล่มพร้อมใบแดง, ขณะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ทำได้เพียงบุกเสมอเบิร์นลีย์ในเกมที่ยิงกันสนั่น
สรุปผล 8 คู่: ยิงกระจาย 26 ประตู
- นิวคาสเซิล 4-3 ลีดส์ (7 ประตู)
- ฟูแล่ม 2-1 เชลซี (3 ประตู)
- แมนฯ ซิตี้ 1-1 ไบรท์ตัน (2 ประตู)
- เบิร์นลีย์ 2-2 แมนฯ ยูไนเต็ด (4 ประตู)
- บอร์นมัธ 3-2 สเปอร์ส (5 ประตู)
- เบรนท์ฟอร์ด 3-0 ซันเดอร์แลนด์ (3 ประตู)
- เอฟเวอร์ตัน 1-1 วูล์ฟส์ (2 ประตู)
- คริสตัล พาเลซ 0-0 แอสตัน วิลล่า (0 ประตู)
เกมแห่งคืน: นิวคาสเซิล 4-3 ลีดส์ ยิงชัย 102 นาที
ที่เซนต์เจมส์พาร์ก กลายเป็นเกมที่คนดูพูดถึงมากที่สุดของคืน เมื่อ นิวคาสเซิลตามหลังถึง 3 ครั้งแต่กลับมาได้ทุกครั้ง ก่อนปิดท้ายด้วยประตูชัยช่วงทดเวลาบาดเจ็บยาว ๆ นาที 102 พลิกชนะลีดส์แบบสะใจแฟนบอล
ภาพรวมเกมนี้สะท้อนคำว่า “เดือด” จริง ๆ เพราะลีดส์เล่นดีและขึ้นนำได้ แต่การรักษาความได้เปรียบไม่อยู่ เปิดช่องให้เจ้าบ้านไล่ตีเสมอซ้ำ ๆ จนสุดท้ายโดนยิงดับฝันในช่วงท้ายที่สุดของท้ายเกม
เชลซีสะดุดแรง: แพ้ฟูแล่ม 1-2 แถมโดนแดง
ดาร์บี้ลอนดอนฝั่งตะวันตกที่คราเวนค็อตเทจจบด้วยรอยยิ้มของเจ้าบ้าน ฟูแล่มชนะเชลซี 2-1 ในเกมที่เชลซีต้องเล่น 10 คนจากใบแดงของ มาร์ก กูกูเรย่า ก่อนโดน แฮร์รี วิลสัน ยิงประตูตัดสินเกม
ประเด็นที่เอาไปต่อยอดเป็นข่าวได้คือ “วินัยเกมรับ + การคุมอารมณ์” เพราะพอเหลือ 10 คน เกมของเชลซีกลายเป็นต้องไล่บอลหนักขึ้น ใช้พลังมากขึ้น และท้ายที่สุดก็ถูกลงโทษจากจังหวะที่ฟูแล่มทำได้เฉียบคมกว่า
ซิตี้สะดุดอีก: เจ๊าไบรท์ตัน 1-1 โอกาสลุ้นแชมป์เริ่มกดดัน
ฝั่งเอติฮัด แมนฯ ซิตี้ทำได้แค่ เสมอไบรท์ตัน 1-1 ทั้งที่มีช่วงคุมเกมได้มากและขึ้นนำก่อนจากจุดโทษของ เออร์ลิง ฮาแลนด์ แต่สุดท้ายโดน คาโอรุ มิโตมะ ลงโทษจนแบ่งแต้มกันไป
ความเจ็บปวดของซิตี้ไม่ใช่แค่ “เสียแต้ม” แต่เป็นภาพรวมที่เหมือนเดิมคือ สร้างโอกาสได้ แต่ปิดเกมไม่ลง จนต้องรับความกดดันในเส้นทางลุ้นแชมป์มากขึ้น และคืนเดียวกันนี้ยังเปิดโอกาสให้ทีมจ่าฝูงมีสิทธิ์ทิ้งห่างได้ หากเก็บชัยในโปรแกรมถัดไป
ผีเจ๊าอีกเกมสุดมัน: เบิร์นลีย์ 2-2 แมนฯ ยูไนเต็ด
อีกหนึ่งเกมที่ “ยิงกันไม่ยั้ง” คือ เบิร์นลีย์เสมอแมนฯ ยูไนเต็ด 2-2 โดยยูไนเต็ดได้ เบนจามิน เชชโก้ กดคนเดียว 2 ลูก แต่ก็ยังปิดเกมเก็บสามแต้มไม่ได้
มุมข่าวที่น่าเล่นคือ ยูไนเต็ดดูมีทีเด็ดเกมรุกเป็นช่วง ๆ แต่พอเกมเปิดเมื่อไร เกมรับยังมีรอยให้โดนเล่นงานง่าย ทำให้แต้มหลุดมือในเกมที่ควร “คุมให้จบ” มากกว่าจะ “แลกหมัดจนลุ้นเหนื่อย”
อีก 4 สนามที่มีเรื่องเล่า: พลิกไปมา-แดงเดือด-ยิงกระจาย
- บอร์นมัธ 3-2 สเปอร์ส: เกมบุกแลกกันแบบไม่มีกั๊ก จบด้วยเจ้าบ้านเฉือนชนะในแมตช์ที่แฟนบอลสายเอนเตอร์เทนเมนต์ชอบแน่
- เบรนท์ฟอร์ด 3-0 ซันเดอร์แลนด์: สกอร์ขาดเกินหน้าเกินตา สะท้อนความคมต่างระดับในบางช่วงของเกม
- เอฟเวอร์ตัน 1-1 วูล์ฟส์: เกมเดือดถึงขั้นมี ใบแดง ทำให้รูปเกมแกว่งและทั้งสองฝ่ายต้องแบ่งแต้มแบบมีดราม่า
- คริสตัล พาเลซ 0-0 แอสตัน วิลล่า: สนามเดียวที่ “ไม่ยิง” แต่ก็เป็นแต้มที่มีค่าตามบริบทของทั้งสองทีมในตาราง
สรุปภาพรวม: คืนเดียวเปลี่ยนอารมณ์ทั้งลีก
คืนวันที่ 7 ม.ค. เป็นตัวอย่างชัดว่า พรีเมียร์ลีก “พลาดไม่ได้เลยสัก 10 นาที” เพราะผลลัพธ์พลิกได้ตลอดเวลา ตั้งแต่การยิงช่วงทดเจ็บสุดขีดของนิวคาสเซิล ไปจนถึงซิตี้ที่ทำแต้มหล่นอีกครั้ง และเชลซีที่แพ้พร้อมใบแดง—ทั้งหมดทำให้ภาพลุ้นแชมป์และลุ้นพื้นที่ยุโรปเริ่มตึงมือขึ้นทันที
