วันที่แข่งขัน: 20 ธันวาคม 2025
สนาม: ซานติอาโก้ เบร์นาเบว
ที่มา: Reuters

เรอัล มาดริดปิดเกมส่งท้ายช่วงปลายปีได้อย่างสวยงาม หลังเปิดบ้านชนะเซบีย่า 2-0 จากประตูขึ้นนำของ จู๊ด เบลลิงแฮม ในครึ่งแรก ก่อนที่ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ จะยิงจุดโทษปิดกล่องช่วงท้ายเกม พร้อมทำสถิติ ทาบ 59 ประตูในปีปฏิทิน เทียบเท่าสถิติที่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เคยทำไว้กับมาดริดเมื่อปี 2013
ชัยชนะนัดนี้ยังช่วยให้มาดริดเดินหน้ากดดันหัวตารางลาลีกาต่อไป โดย Reuters ระบุว่าพวกเขาขยับเป็น อันดับ 2 มี 42 แต้ม ตามหลังบาร์เซโลน่า 1 แต้ม และยืดโมเมนตัมจากผลงานช่วงท้ายปีที่กำลังกลับมานิ่งขึ้นอีกครั้ง
ภาพรวมการแข่งขัน
เกมที่เบร์นาเบวเริ่มต้นด้วยความตึงเครียดมากกว่าที่สกอร์สุดท้ายจะบอก เพราะเซบีย่าเล่นด้วยความกล้า กดดันตั้งแต่ต้น และมีจังหวะได้ลุ้นหลายครั้งพอสมควร จนมาดริดต้องพึ่งความเหนียวของ ติโบต์ กูร์กตัวส์ ในหลายจังหวะสำคัญเพื่อรักษาความได้เปรียบ
แม้มาดริดจะสร้างโอกาสได้เยอะ โดยเฉพาะเอ็มบัปเป้ที่มีทั้งช็อตเกือบเป็นประตูและช็อตพลาดแบบ “น่าเสียดาย” แต่จุดต่างของเกมนี้คือความเด็ดขาดในช่วงจังหวะสำคัญ และการควบคุมสถานการณ์หลังคู่แข่งเหลือผู้เล่น 10 คนในช่วงท้ายเกม
ไฮไลท์สำคัญ
- เบลลิงแฮมพังประตูขึ้นนำในครึ่งแรก ช่วยให้เกมของมาดริดง่ายขึ้นทันที เพราะหลังจากขึ้นนำ ทีมสามารถเลือกจังหวะคุมเกมและรอเล่นในพื้นที่ที่เซบีย่าต้องเปิดมากขึ้น
- เอ็มบัปเป้ยิงจุดโทษท้ายเกม ปิดสกอร์ 2-0 และเป็นประตูที่ทำให้เขา ทาบสถิติ 59 ประตูในปีปฏิทิน ซึ่งเป็นสถิติระดับสโมสรที่โรนัลโด้เคยทำไว้กับมาดริด
- Reuters ยังระบุว่า เอ็มบัปเป้ทำสถิตินี้ได้ในวันที่เป็น วันเกิดอายุครบ 27 ปี และเจ้าตัวยังฉลองประตูด้วยท่าดีใจแบบ “ซิกเนเจอร์” เพื่อยกย่องโรนัลโด้ที่เขายกให้เป็นไอดอล
จุดเปลี่ยนเกม
จุดเปลี่ยนหลักของเกมมี 2 จังหวะที่ทำให้ทิศทางชัดขึ้นเรื่อย ๆ
- กูร์กตัวส์เซฟช่วยทีมในช่วงที่เซบีย่ากำลังฮึก
ก่อนที่สกอร์จะขยับ มาดริดมีช่วงที่โดนกดดัน และ Reuters ชี้ว่าผู้รักษาประตูทีมเจ้าบ้านมีส่วนสำคัญในการ “กันไม่ให้เกมเปลี่ยนหน้า” ด้วยการป้องกันหลายครั้ง - เซบีย่าเหลือ 10 คนจากใบเหลืองที่สองของมาร์เกา
เมื่อเซบีย่าโดนไล่ออก (มาร์เกาโดนใบเหลืองที่สอง) สถานการณ์ยิ่งเข้าทางมาดริด เพราะการไล่เพรสและการขึ้นเกมของทีมเยือนเริ่มหลุดจากเดิม ช่องว่างระหว่างไลน์เปิดมากขึ้น และท้ายที่สุดก็มาเสียจุดโทษให้เอ็มบัปเป้ปิดบัญชี
(Reuters ยังกล่าวถึงจังหวะปัญหาในเกมด้วย ทั้งโอกาสของเอ็มบัปเป้ที่ยิงชนคาน และจังหวะหนึ่งที่มีการชี้จุดโทษก่อนถูกเปลี่ยนคำตัดสิน)
ผู้เล่นเด่น
คีลิยัน เอ็มบัปเป้
แม้จะมีหลายจังหวะที่ยัง “ไม่คมตามมาตรฐานตัวเอง” แต่สิ่งที่ตัวท็อปต่างจากคนอื่นคือท้ายที่สุดเขายังปิดงานได้ด้วยประตูสำคัญ พร้อมทำสถิติระดับตำนานที่เทียบโรนัลโด้ และสร้างแรงกระเพื่อมเชิงความมั่นใจทั้งกับตัวเองและทีม
จู๊ด เบลลิงแฮม
ประตูขึ้นนำของเบลลิงแฮมมีความหมายมาก เพราะปลดล็อกความอึดอัดของเกม และบังคับให้เซบีย่าต้องออกจากทรงที่ตั้งใจมาเล่นตั้งแต่แรก เมื่อคู่แข่งต้องเปิดหน้า มาดริดก็ได้พื้นที่ทำเกมมากขึ้นทันที
ติโบต์ กูร์กตัวส์
Reuters ย้ำชัดว่าเกมนี้ “ไม่ได้ง่าย” และกูร์กตัวส์คือคนที่ช่วยให้มาดริดไม่เสียประตูก่อน จนทีมมีโอกาสค่อย ๆ คุมทิศทางไปสู่ชัยชนะ
แท็กติก
ภาพรวมแท็กติกของเกมนี้คือ “มาดริดอดทนรอจังหวะ” มากกว่าบุกแลกแบบสุดทางตั้งแต่นาทีแรก เซบีย่าพยายามทำให้เกมรัดกุม บีบพื้นที่ ไม่เปิดช่องให้มาดริดวิ่งทะลุหลังง่าย ๆ ซึ่งทำให้เอ็มบัปเป้ต้องจบสกอร์ในจังหวะที่มีตัวประกบใกล้ ๆ หลายครั้ง
แต่เมื่อมาดริดได้ประตูนำ แผนจะชัดขึ้นคือคุมสมดุลกลางสนาม ลดความเสี่ยงการเสียบอลในแดนอันตราย และเลือกโจมตีในจังหวะที่เซบีย่า “ต้องเสี่ยง” มากขึ้น โดยเฉพาะหลังทีมเยือนเหลือ 10 คน ซึ่งทำให้การคุมเกมและการปิดท้ายด้วยจุดโทษเกิดขึ้นในช่วงที่ความกดดันอยู่ฝั่งเซบีย่าหนักกว่าเดิม
สรุปหลังเกม
เรอัล มาดริดชนะเซบีย่า 2-0 ด้วยสองประตูที่มีน้ำหนักทั้งในเชิงแต้มและเชิงความหมาย:
- ได้ 3 แต้มสำคัญเพื่อไล่กดดันการลุ้นแชมป์ลาลีกา (ตามหลังจ่าฝูงแค่แต้มเดียวตามรายงาน Reuters)
- เอ็มบัปเป้ยิงทาบสถิติ 59 ประตูในปีปฏิทินของโรนัลโด้ ซึ่งเป็นประเด็นที่ทำให้เกมนี้ถูกพูดถึงมากกว่าชัยชนะทั่วไป
