วันที่ข่าว: 19 มกราคม 2569
วันที่แข่งขัน: 18 มกราคม 2569
รายการ: Africa Cup of Nations (AFCON) 2025 รอบชิงชนะเลิศ
สนาม: Prince Moulay Abdellah Stadium, ราบัต
ที่มา: reuters
ภาพรวมการแข่งขัน
ศึกแอฟริกา คัพ ออฟ เนชันส์ รอบชิงชนะเลิศ ปิดฉากแบบ “ดราม่าจัดเต็ม” เมื่อ เซเนกัลเฉือนชนะเจ้าภาพโมร็อกโก 1-0 ในช่วงต่อเวลา คว้าแชมป์ไปครอง หลังเกมตึง ๆ จบ 90 นาทีแบบไร้สกอร์ ก่อนจะมาปลดล็อกกันในช่วงเวลาพิเศษจากประตูของ ปาเป้ เกย์ ที่ซัดให้ทั้งสนามเงียบกริบ
เกมนี้เป็นรอบชิงที่อารมณ์แกว่งขึ้นลงตลอด ทั้งจังหวะบุกแลกกันแบบไม่ยอมถอย การปะทะที่หนักขึ้นเรื่อย ๆ และเหตุการณ์ใหญ่ช่วงทดเจ็บที่ทำให้เกมต้องหยุดยาว จนกลายเป็นคืนที่แฟนบอลพูดถึงไปอีกนาน
ไฮไลท์สำคัญ
ตลอด 90 นาที “โมร็อกโก” พยายามเร่งเกมด้วยเสียงเชียร์ในบ้าน กดดันให้เซเนกัลถอยต่ำแล้วค่อยหาช่องเจาะ ส่วนเซเนกัลเน้นความรัดกุม ยืนตำแหน่งดีและสวนกลับเป็นระยะ ทำให้เกมออกมาสูสี มีจังหวะจบสกอร์ให้ลุ้นทั้งสองฝั่ง แต่ยังไม่เด็ดขาดพอจะเปลี่ยนเป็นประตู
ผู้รักษาประตูของทั้งสองทีมต้องทำงานหนักหลายครั้ง โดยฝั่งเซเนกัลมี เอดูอาร์ เมนดี้ ที่ช่วยทีมไว้หลายจังหวะ ขณะที่โมร็อกโกก็มีเซฟสำคัญเช่นกัน ทำให้สกอร์ยังคง 0-0 จนเข้าสู่ช่วงท้ายเกมที่เหตุการณ์สำคัญที่สุดกำลังจะเกิดขึ้น
จุดเปลี่ยนเกม: ดราม่า VAR และจุดโทษช่วงทดเจ็บ
ช่วงทดเจ็บครึ่งหลัง กลายเป็นจุดเดือดของเกม เมื่อผู้ตัดสินต้องใช้ VAR ตรวจสอบจังหวะในเขตโทษ ก่อนตัดสินให้ โมร็อกโกได้จุดโทษ ท่ามกลางเสียงโห่และความไม่พอใจของนักเตะเซเนกัลอย่างชัดเจน
ความวุ่นวายยิ่งทวีคูณเมื่อมีการโต้เถียงหนักจนเกมต้องหยุดไปพักใหญ่ บางช่วงถึงขั้นทำให้บรรยากาศในสนามตึงเครียดสุด ๆ เพราะเป็น “จังหวะชี้ชะตาแชมป์” ในปลายเกมพอดี
อย่างไรก็ตาม จุดโทษที่โมร็อกโกได้ กลับไม่กลายเป็นประตู เมื่อ บราฮิม ดิอาซ เลือกยิงแบบชิพ (สไตล์ปาเนนก้า) แต่บอลไม่ผ่านมือ เมนดี้ ที่อ่านทางออกและเซฟไว้ได้ ทำให้โมร็อกโกพลาดโอกาสทองในการปิดเกมใน 90 นาที และอารมณ์เกมพลิกในพริบตา—จาก “เกือบได้แชมป์” กลายเป็น “เสียโมเมนตัม” ทันที
ประตูชัยในช่วงต่อเวลา: ปาเป้ เกย์ ปิดบัญชี นาที 94
เมื่อเกมเข้าสู่ช่วงต่อเวลา ความกดดันเริ่มตกอยู่ที่โมร็อกโกมากขึ้น เพราะพลาดโอกาสจบเกมไปแล้ว ขณะที่เซเนกัลเหมือนได้แรงฮึดจากการรอดพ้นจุดโทษ และเริ่มกล้าเล่นมากขึ้นในจังหวะสวนกลับ
แล้วในที่สุดประตูที่ตัดสินแชมป์ก็เกิดขึ้นช่วงต้นต่อเวลา เมื่อ ปาเป้ เกย์ ยิงประตูชัยให้เซเนกัลขึ้นนำ 1-0 ในนาที 94 กลายเป็นจังหวะที่ทั้งทีมและแฟนบอลเซเนกัลระเบิดอารมณ์สุดขีด เพราะมันคือประตูที่ “ปลดล็อกแชมป์” หลังเกมอึดอัดและมีเหตุการณ์ดราม่าตลอดช่วงท้าย
หลังจากขึ้นนำ เซเนกัลปรับมาเล่นแบบเน้นปิดพื้นที่มากขึ้น รักษาความได้เปรียบด้วยวินัยเกมรับและการคุมจังหวะ ส่วนโมร็อกโกพยายามทวงคืนด้วยการเติมเกมรุกเต็มกำลัง แต่เจาะไม่เข้า และทำให้เสียงนกหวีดสุดท้ายดังขึ้นพร้อมการฉลองแชมป์ของเซเนกัล
ผู้เล่นเด่น
- ปาเป้ เกย์ (เซเนกัล): ฮีโร่ผู้ยิงประตูชัย ช็อตเดียวเปลี่ยนสถานะจากเกมที่สูสีเป็นแชมป์ทันที
- เอดูอาร์ เมนดี้ (เซเนกัล): เซฟสำคัญตลอดเกม โดยเฉพาะจังหวะจุดโทษช่วงทดเจ็บที่เป็น “จุดเปลี่ยนทางอารมณ์”
- บราฮิม ดิอาซ (โมร็อกโก): มีบทบาทในเกมรุก แต่ต้องเจ็บปวดกับการพลาดจุดโทษในจังหวะที่สำคัญที่สุด
- ซาดิโอ มาเน่ (เซเนกัล): แม้ไม่ใช่คนยิง แต่เป็นผู้นำในสนาม ช่วยประคองทีมให้คุมสติในช่วงเกมเดือด
ภาพรวมแท็กติก
โมร็อกโกใช้พลังเจ้าบ้านพยายามครองบอลและบีบพื้นที่สูง แต่เซเนกัลรับเป็นระบบ แพ็กโซนแน่นแล้วรอสวนกลับที่เล่นได้อันตรายกว่าในหลายจังหวะ เกมรับของเซเนกัลทำให้โมร็อกโกต้องยกบอลเข้าพื้นที่เสี่ยงหลายครั้ง ซึ่งเปิดโอกาสให้เสียจังหวะและโดนโต้กลับได้ง่าย
ภาพรวมคือ “ใครพลาดก่อน แพ้ก่อน” และท้ายที่สุด โมร็อกโกพลาดจุดโทษ ขณะที่เซเนกัลคมพอในช่วงต่อเวลา จึงเป็นฝ่ายคว้าแชมป์ไปครอง
สรุปหลังเกม
เซเนกัลปิดฉากทัวร์นาเมนต์ด้วยแชมป์สุดดราม่า ชนะโมร็อกโก 1-0 ในช่วงต่อเวลา โดยมีทั้ง ประตูชัยนาที 94 ของปาเป้ เกย์ และเหตุการณ์ VAR-จุดโทษช่วงทดเจ็บ ที่ทำให้เกมหยุดยาว ก่อน บราฮิม ดิอาซยิงพลาดถูกเซฟ กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดของคืน
