BREAKING

วันที่เผยแพร่: 19 มกราคม 2569
ที่มา: The Guardian

สถานการณ์ของ ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ถูกจับตาหนักขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังทีมเสียแต้มแบบเจ็บปวดจากเกมลีกที่ แพ้เวสต์แฮม 1-2 ในบ้านด้วยประตูช่วงทดเจ็บ ส่งผลให้บรรยากาศรอบสโมสรตึงเครียด ทั้งในแง่ผลงาน ความเชื่อมั่นของแฟนบอล และแรงกดดันต่อ โธมัส แฟรงค์ ที่เริ่มถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อย ๆ 

สิ่งที่ทำให้ประเด็นนี้ร้อนแรง คือคำพูดของแฟรงค์เองที่ยอมรับตรง ๆ ว่าเขากำลังอยู่ในสถานการณ์คล้าย “พายุสมบูรณ์แบบ” (perfect storm) หลังความพ่ายแพ้แบบน็อกปลายยก—อารมณ์แฟนบอลปะทุ, ผู้เล่นเจ็บ/ฟอร์มแกว่ง, และความรู้สึกว่า “พยายามเท่าไหร่ก็ไม่เป็นใจ” 

“พายุสมบูรณ์แบบ” ของแฟรงค์คืออะไร

คำว่า perfect storm ในบริบทฟุตบอล มักไม่ได้แปลว่าทีมเล่นแย่ทั้งหมด แต่มันคือ “หลายปัจจัยลบ” ที่ถาโถมพร้อมกันจนผลการแข่งขันแย่ลงแบบทวีคูณ ซึ่งกรณีสเปอร์สตอนนี้ เห็นชัดใน 3 มิติใหญ่

1) แพ้แบบเจ็บ และแพ้ซ้ำจนความเชื่อมั่นรั่ว

เกมกับเวสต์แฮมไม่ใช่แค่ “แพ้อีกนัด” แต่มันเป็นความพ่ายแพ้ที่เกิดขึ้นช่วงท้าย ทำให้ความรู้สึกของทั้งทีมและแฟนบอลเหมือนถูกกระชากความหวังในวินาทีสุดท้าย แฟรงค์ยอมรับหลังเกมว่ามันสะท้อนภาพช่วงนี้ของทีม—เหมือนอะไร ๆ ก็ไม่เข้าทาง 

ขณะเดียวกัน สื่ออังกฤษหลายเจ้าโฟกัสไปที่ภาพรวมผลงานช่วงหลังที่ ชนะเพียง 2 จาก 13 เกมลีกหลังสุด และอันดับที่ร่วงมาอยู่แถวกลางล่างของตาราง (ประมาณอันดับ 14 ณ ช่วงหลังเกม) ทำให้แรงกดดัน “ทับซ้อน” แบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

2) ความคาดหวังของสโมสร vs ความจริงในสนาม

สเปอร์สเป็นสโมสรที่แฟนบอลคาดหวังสูงอยู่แล้ว ต่อให้ประกาศว่าเป็น “ปีเปลี่ยนผ่าน” แต่เมื่อผลลัพธ์ไม่สม่ำเสมอ ความอดทนจะถูกทดสอบทันที โดยเฉพาะเกมในบ้านที่ควรเป็นพื้นที่เรียกพลังกลับมา กลับกลายเป็นนัดที่ยิ่งเพิ่มความหงุดหงิด

หลังเกมเวสต์แฮม บรรยากาศในสนามมีเสียงกดดันถึงขั้นแฟนบอลตะโกนไม่พอใจ และเกิดกระแสตั้งคำถามต่ออนาคตของเฮดโค้ชต่อเนื่อง 

3) ปัจจัย “นอกแท็กติก” ที่ทำให้แก้ยากขึ้น

ในช่วงที่ทีมกำลังไม่มั่นใจ ต่อให้แก้เกมในสนามถูกทาง แต่ถ้าสภาพจิตใจของทีมและแรงเสียดทานรอบ ๆ สโมสรเพิ่มขึ้น ผลก็ยังเหวี่ยงได้ง่าย โดย Guardian รายงานว่าแฟรงค์ยังคงคุมซ้อมตามปกติท่ามกลางความไม่แน่นอน และสโมสรเองพยายามสื่อสารให้แฟนบอลอดทนกับช่วงเปลี่ยนผ่าน 

แก่นปัญหาของสเปอร์สตอนนี้: “รูปเกมไม่ได้แย่ตลอด แต่ปิดเกมไม่ลง”

หากมองแบบไม่อคติ สเปอร์สไม่ได้เล่นแย่ทุกนัดจนไร้ทางสู้ แต่ปัญหาใหญ่คือ ความผิดพลาดรายจังหวะ และ การรับมือช่วงท้ายเกม ซึ่งเป็นช่วงที่ทีมลุ้นแต้มมากที่สุด การเสียประตูท้ายเกมแบบเจ็บ ๆ ทำให้ 1 แต้มกลายเป็น 0 แต้ม และ 3 แต้มกลายเป็น 1 แต้ม—สิ่งนี้ทำให้สภาพทีมทรุดเร็ว เพราะความพยายามทั้งเกม “ไม่ถูกตอบแทน”

อีกมุมหนึ่งคือ “ความคม” และ “ความนิ่ง” ในพื้นที่เขตโทษ ทั้งเกมรุกและเกมรับ ถ้าทีมคุมรายละเอียดไม่ได้ ต่อให้วางแผนดีแค่ไหน ก็โดนลงโทษได้จากลูกเดียว ซึ่งแฟรงค์เองสะท้อนแนวคิดคล้ายกันว่า เมื่อทีมอยู่ในสภาพแบบนี้ เหตุการณ์มักไม่เข้าข้าง 

โปรแกรมต่อจากนี้ ทำไมทุกแต้มถึงชี้ชะตา

เหตุผลที่แรงกดดัน “พุ่ง” ในช่วงกลางเดือนมกราคม ไม่ได้มาจากแค่แพ้เวสต์แฮม แต่เพราะโปรแกรมต่อไปยังมีเกมสำคัญรออยู่ โดย Guardian ระบุว่าสเปอร์สยังมีภารกิจในเวทียุโรป และมีแมตช์ใหญ่ที่ต้องรับมือ 

เมื่อทีมกำลังขาดความมั่นใจ เกมใหญ่จะกลายเป็น “ดาบสองคม”:

  • ถ้าผลงานดี = ดึงบรรยากาศกลับมาได้เร็ว
  • ถ้าผลงานพัง = กระแสกดดันจะเพิ่มแบบก้าวกระโดดทันที

นี่จึงเป็นเหตุผลที่บทวิเคราะห์หลายชิ้นมองว่า “ช่วงต่อจากนี้” คือช่วงที่ชี้ชะตาทั้งอันดับในลีก และความสงบในห้องแต่งตัว รวมถึงความเชื่อมั่นที่บอร์ดบริหารมีต่อแฟรงค์ 

แฟรงค์ต้องทำอะไรให้เห็น “เร็วพอ” (แต่ไม่ลน)

ถ้าจะสรุปโจทย์ของแฟรงค์ให้ชัดที่สุด มันไม่ใช่การเปลี่ยนสไตล์ทีมแบบพลิกหน้ามือทันที แต่เป็นการ “ซ่อมจุดรั่ว” ที่ทำให้ทีมเสียแต้มซ้ำ ๆ โดยเฉพาะ:

  1. ลดความผิดพลาดท้ายเกม
  2. เพิ่มความเฉียบคมในจังหวะสุดท้าย (ยิงให้ขาด / เคลียร์ให้เด็ดขาด)
  3. บริหารแรงกดดันแฟนบอล ด้วยผลการแข่งขันและการสื่อสารที่ชัดเจน
  4. ทำให้ทีมกลับมามีมาตรฐาน อย่างน้อย “ไม่แพ้ง่าย” เพื่อหยุดเลือดไหลในตาราง

และที่สำคัญคือ ต้องทำให้แฟนบอล “รู้สึกว่าทีมกำลังไปทางที่ถูก” เพราะในช่วงวิกฤต แฟนบอลอาจให้อภัยผลเสมอได้ ถ้าเห็นความคืบหน้าชัด แต่จะยอมรับยากมากเมื่อแพ้แบบเดิมซ้ำ ๆ

สรุป

สเปอร์สภายใต้โธมัส แฟรงค์ กำลังเจอสิ่งที่เขาเรียกว่า “พายุสมบูรณ์แบบ” จริง ๆ—ผลงานแกว่ง, แพ้แบบเจ็บ, กระแสแฟนบอลเดือด และโปรแกรมที่กดทับความมั่นใจ 

จากนี้ทุกแต้มจึงมีความหมายมากกว่าคะแนนในตาราง เพราะมันคือ “คะแนนความเชื่อมั่น” ของทั้งทีม แฟนบอล และอนาคตของกุนซือด้วยเช่นกัน