วันที่ข่าว: 14-01-2569
วันที่แข่งขัน: 13-01-2569
ที่มา: Reuters

เกมคาราบาวคัพ รอบรองชนะเลิศ นัดแรก ที่นิวคาสเซิลเปิดบ้านรับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ กลายเป็นหนึ่งในแมตช์ที่ถูกพูดถึงหนักที่สุดของสัปดาห์ ไม่ใช่แค่เพราะผลการแข่งขันที่ซิตี้บุกชนะ 2-0 แต่เพราะ “จังหวะปัญหา” ที่ VAR ใช้เวลาตรวจสอบยาวเกือบ 6 นาที ก่อนตัดสินริบประตูที่สองของ อองตวน เซเมนโย่ จนบรรยากาศในสนามเดือดขึ้นทันที และกลายเป็นหัวข้อถกเถียงหลังเกมแบบหยุดไม่อยู่
เซเมนโย่ ซึ่งเพิ่งย้ายมาร่วมทีมซิตี้และกำลังฟอร์มร้อน ยิงให้ทีมขึ้นนำในช่วงครึ่งหลัง และในช่วงที่ซิตี้เหมือนจะได้ประตูหนีห่าง เขาก็ส่งบอลเข้าประตูได้อีกครั้งจากจังหวะจบสกอร์ที่สวยงาม—แต่กลับต้องชะงัก เมื่อกรรมการสั่งรอเช็ก VAR และใช้เวลานานผิดปกติ ก่อนจะ “ตีเส้นและชี้ขาด” ว่าไม่เป็นประตู
จังหวะปัญหาเกิดอะไรขึ้น: ทำไมประตูถึงถูกริบ
จังหวะดังกล่าวเกิดขึ้นหลังเซเมนโย่ยิงเข้าไปและเริ่มฉลองแล้ว แต่ VAR เรียกตรวจละเอียด โดยประเด็นหลักไม่ใช่ “เซเมนโย่ล้ำหน้า” หากเป็น เออร์ลิง ฮาลันด์ ที่ถูกมองว่าอยู่ในตำแหน่งล้ำหน้า และถูกตีความว่า “มีส่วนรบกวนการเล่น” ในจังหวะป้องกันของฝั่งนิวคาสเซิล ทำให้ประตูต้องถูกยกเลิก แม้บอลจะเข้าประตูไปแล้วก็ตาม
จุดที่ทำให้เรื่องนี้ลุกลามเป็นดราม่า คือคำว่า “มีส่วนรบกวน” นี่แหละ เพราะมันไม่ใช่แค่การดูเส้นล้ำหน้าแบบตรงไปตรงมา แต่เกี่ยวกับการตีความว่า ผู้เล่นที่ล้ำหน้าทำให้คู่แข่งเสียเปรียบจริงหรือไม่ เช่น บังทางมอง, ขวางการเคลื่อนไหว, หรือทำให้ผู้รักษาประตู/กองหลังตัดสินใจผิดจังหวะ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้การตรวจสอบลากยาวกว่าปกติ
ทำไม VAR ถึงใช้เวลานาน “เกือบ 6 นาที”
หลายรายงานระบุชัดว่า การเช็กครั้งนี้กินเวลาเกือบ 6 นาที ซึ่งทั้งแฟนบอลและนักเตะในสนามรู้สึกได้ถึงความ “ค้างคา” เพราะเกมหยุดนานและความต่อเนื่องหายไป
เมื่อ VAR ต้องตัดสินจาก “ทั้งเส้นล้ำหน้า + การมีส่วนร่วมกับเกม” มักต้องเปิดภาพหลายมุม ซูมจังหวะที่บอลถูกเล่น และประเมินว่า ผู้เล่นที่ล้ำหน้ามีอิทธิพลต่อการป้องกันหรือไม่ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ใช้เวลามากกว่าการเช็กล้ำหน้าแบบทั่ว ๆ ไป—but แฟนบอลจำนวนมากก็ยังตั้งคำถามว่า “นานเกินไปหรือเปล่า” และ “ทำไมความชัดเจนไม่มากพอถึงต้องรอนานขนาดนี้”
เสียงจากสองกุนซือ: ไม่ใช่แค่เถียงเรื่องถูก-ผิด แต่เถียงเรื่อง ‘ประสบการณ์ในสนาม’
หลังเกม เป๊ป กวาร์ดิโอลา แสดงความไม่พอใจกับกระบวนการ VAR อย่างชัดเจน โดยชี้ว่าการรอคำตัดสินนาน ๆ ทำให้เกมเสียอรรถรสและสร้างความสับสน แต่ในอีกมุมหนึ่ง เขายังบอกด้วยว่าเหตุการณ์นั้นกลับกลายเป็นแรงผลักให้ทีม “ฮึดขึ้น” และสุดท้ายก็มาได้ประตูย้ำชัยช่วงทดเจ็บ
ด้านเอ็ดดี ฮาว ของนิวคาสเซิลก็สะท้อนคล้ายกันว่า “การดีเลย์” ส่งผลต่อทั้งนักเตะและแฟนบอล แม้จะไม่ได้ฟันธงโจ่งแจ้งว่าคำตัดสินถูกหรือผิด แต่ยอมรับว่าเกมระดับนี้ รายละเอียดเล็ก ๆ แบบนี้เปลี่ยนโมเมนตัมได้ทันที
ผลกระทบต่อเกม: จากเกือบ 2-0 กลายเป็นไฟต์เดือดก่อนซิตี้ปิดกล่องท้ายเกม
ถ้ามองในมุมเกมล้วน ๆ หากประตูที่สองของเซเมนโย่ “ไม่โดนริบ” เกมน่าจะไหลไปอีกทาง เพราะซิตี้จะหนีห่างและคุมจังหวะได้ง่ายขึ้น แต่เมื่อประตูถูกยกเลิก นิวคาสเซิลยังมีโอกาสกลับมา และเกมก็เปิดมากขึ้นทันที
รายงานหลังเกมระบุว่านิวคาสเซิลมีช่วงที่กดดันได้ดีและมีจังหวะลุ้นสำคัญหลายครั้ง ทว่าไม่เปลี่ยนเป็นสกอร์ ก่อนที่ซิตี้จะมาได้ประตูปิดกล่องช่วงทดเจ็บจาก รายาน แชร์กี ทำให้จบเกมที่ 2-0 พร้อมกุมความได้เปรียบก่อนเลกสอง
สรุปดราม่า: ประเด็นจริงอาจไม่ใช่ “ล้ำหน้าไหม” แต่คือ “มาตรฐานและเวลา”
สิ่งที่แฟนบอลเถียงกันหนักที่สุดไม่ใช่แค่ว่า “ฮาลันด์ล้ำหน้า” (เพราะหลายมุมยอมรับว่าอยู่ในตำแหน่งล้ำหน้า) แต่คือคำถามว่าเขา “รบกวนการเล่น” มากพอถึงขั้นต้องริบประตูหรือไม่—และถ้าจะริบจริง ทำไมกระบวนการถึงใช้เวลานานจนเกมเสียอารมณ์ นี่คือเหตุผลที่จังหวะนี้ถูกยกเป็น “VAR storm” ของคืนดังกล่าว
สำหรับซิตี้ ผลงานในสนามคือ 2-0 และกุมความได้เปรียบก่อนเลกสอง ส่วนสำหรับนิวคาสเซิล งานยังไม่จบ—แต่การกลับไปเล่นนัดสองด้วยความกดดันและเสียงถกเถียงเรื่อง VAR ที่ยังคุกรุ่น อาจทำให้บรรยากาศยิ่งเดือดกว่าเดิมด้วยซ้ำ
